by Carzanova Team Nat
Hits: 161

BMW เปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในไทยหนุนการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด

บีเอ็มดับเบิลยู จับมือ แดร็คเซิลไมเออร์ ร่วมพิธีเปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู แห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน ณ โรงงานของแดร็คเซิลไมเออร์ ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2 โดยมีรองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ฯเข้าร่วมงานด้วย

 

บีเอ็มดับเบิลยู เปิดฉากอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดตัวโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศอย่างเป็นทางการ ด้วยการร่วมมือกับแดร็คเซิลไมเออร์ ผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบีเอ็มดับเบิลยู มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 โดยโรงงานครอบคลุมในส่วนของการประกอบโมดูลแบตเตอรี่และการประกอบตัวแบตเตอรี่ และได้เริ่มต้นสายการประกอบตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งโรงงานของแดร็คเซิลไมเออร์ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2และนับเป็นโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน

 

หนึ่งในวิสัยทัศน์หลักของบีเอ็มดับเบิลยู คือการขับเคลื่อนสังคมไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทางบีเอ็มดับเบิลยูมีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนี้เช่นกันด้วยการเดินหน้าสู่อีกก้าวแห่งความสำเร็จครั้งใหญ่ด้านกลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้า การเริ่มประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถตอบโจทย์ความต้องการในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการประกอบรถยนต์ในภูมิภาคนี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากบีเอ็มดับเบิลยู มิวนิค ได้ร่วมวางรากฐานกระบวนการประกอบแบตเตอรี่ที่โรงงานแห่งใหม่ของแดร็คเซิลไมเออร์ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการประกอบในประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู และเพื่อวางรากฐานสำหรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต

แบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ประเภทไฮบริดหรือรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนและต้องใช้ทักษะเฉพาะด้านในการผลิต นับตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2561 บุคลากรจากแดร็คเซิลไมเออร์ ได้เข้าร่วมโปรแกรมอบรมและพัฒนาบุคลากรเพื่อการประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูง ณ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูในเมืองดิงกอลฟิง และโรงงานนำร่องการผลิตระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีความพร้อมแล้วสำหรับการประกอบแบตเตอรี่ที่ต้องใช้ทักษะความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย เพื่อการประกอบแบตเตอรี่อันเป็นเทคโนโลยีล่าสุด (เจนเนอเรชั่นที่ 4) เช่น การเชื่อมด้วยเลเซอร์ การเตรียมพื้นผิววัสดุด้วยพลาสมา วิทยาการหุ่นยนต์ กระบวนการยึดติด การตรวจสอบคุณภาพชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (AOI) การตรวจสอบการทำงานของระบบไฟฟ้า และการตรวจสอบคุณภาพเมื่อสิ้นสุดสายการผลิต นอกจากนี้ โปรแกรมการอบรมดังกล่าวยังครอบคลุมทักษะในการทำงานกับกระบวนการผลิตอัตโนมัติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการประกอบโมดูลแบตเตอรี่ รวมถึงการตรวจสอบคุณภาพโดยรวม การออกแบบกระบวนการและเทคโนโลยีการผลิต การปรับปรุงแก้ไขคุณภาพ และการวิเคราะห์กระบวนการผลิต

 

เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนรู้และเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านการประกอบแบตเตอรี่แล้ว บุคลากรที่ผ่านการอบรมข้างต้นจะได้ทำงานกับชิ้นส่วนอย่างเซลล์แบตเตอรี่ที่นำเข้าจากผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชีย พร้อมด้วยชิ้นส่วนแบตเตอรี่นำเข้าอีกมากมาย ทั้ง โครงอะลูมิเนียม ระบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์และสายไฟ เพื่อประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้มาตรฐานระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และเป็นไปตามข้อกำหนดด้านการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศของประเทศไทย เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการประกอบแล้ว แบตเตอรี่แรงดันสูงดังกล่าวจะถูกส่งไปยังโรงงานบีเอ็มดับเบิลยูที่ระยองเพื่อนำไปติดตั้งในรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 5 ซึ่งได้เริ่มต้นเฟสแรกไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 เป็นต้นมา โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยองได้ประกอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไปแล้ว 4 รุ่นด้วยกันคือบีเอ็มดับเบิลยู 330e บีเอ็มดับเบิลยู 530e บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e และบีเอ็มดับเบิลยู 740Le

 

ทั้งนี้ทางบีเอ็มดับเบิลยู ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำหรับการลงทุนประกอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดมูลค่า 700 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาร่วมลงทุนกับแดร็คเซิลไมเออร์ เพื่อพัฒนาโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงที่มีมูลค่าการลงทุน 500 ล้านบาท โดยความสำเร็จในครั้งนี้จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ และแสดงถึงความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าที่ยั่งยืนต่อไป