by Carzanova Team Nat
Hits: 1463

รีวิว!! All-New Subaru Forester เวอร์ชั่นประกอบไทย

ถือเป็นรถ SUV ที่เปิดราคามาได้ดีกว่าคู่แข่ง ด้วยราคาที่เริ่มต้นเพียง 1.03 ล้านบาท (แบบไม่มี Option Packและ Warrantee) ทำให้สามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น หากเทียบกับรถ SUV กลุ่มเดียวกันโดยเจ้า Forester เวอร์ชั่นนี้ เป็นรุ่นที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ตั้งแต่รุ่น 2.0i-L, 2.0i-S และ 2.0i-S ES ถึงตรงนี้หลายคนอยากรู้แล้วว่า เจ้า Forester เวอร์ชั่นประกอบไทย จะมีความน่าสนใจขนาดไหน ไปลองขับพร้อมกันเลยครับ

All-New Subaru Forester 2.0i-S ES 

เรามาดูกันที่ดีไซด์ภายนอกของตัวรถกันก่อนเลย ซึ่งบอกตามตรงผมว่าแทบไม่แตกต่างจากโฉมเดิมเท่าไรนักหากไม่ใช่คอซูบารุตัวจริง แต่หากสังเกตจริงๆ แล้วมีความแตกต่างด้วยหลายจุด ทั้งการปรับเปลี่ยนเส้นสายให้ดูเหลี่ยมคมและทันสมัยมากขึ้น เริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนสไตล์ของกระจังหน้าให้เป็นแบบโครเมี่ยม ทำให้ดูหรูหรามีระดับมากยิ่งขึ้น ไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์ LED พร้อมระบบปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติมาพร้อมชุดไฟตัดหมอกหน้าและหลัง ไฟ Day Time Running ส่องสว่างเวลากลางวันกระจกมองข้างบานใหญ่ฝังไฟเลี้ยวแบบ LED สามารถปรับและพับแบบไฟฟ้า ส่วนไฟท้ายถูกออกแบบมาใหม่ให้มีขนาดใหญ่กว่าในรุ่นก่อนเพื่อให้ดูทันสมัย และกลมกลืนไปกับการเปลี่ยนแปลงของการดีไซด์รถ เสริมความเป็นรถตรวจการเหนือคู่แข่งด้วยราวหลังคาที่สามารถใช้มัดสัมภาระบนหลังคาได้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Subaruอยู่แล้วที่หลังคาด้านหลังให้สปอยเลอร์พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบในตัว และมีเสาอากาศแบบครีบฉลามเสริมความเท่ห์แบบสปอร์ตแบบเต็มๆ

ไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์ LED 

ขนาดมิติตัวถังถูกออกแบบมาให้มีความกว้างขึ้นเล็กน้อย โดยมีขนาดความยาว 4,625 มม., กว้าง 1,815 มม. และสูง 1,730 มม. มาพร้อมกับน้ำหนักตัว 1,538 กก. ความยาวช่วงฐานล้อเพิ่มขึ้น 2,670 มม.และมีล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ติดมากับยาง 225/55 R18 โดยมีระยะความสูงจากพื้น 220 มม. ในขณะที่รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำจากการเลือกใช้เครื่องยนต์แบบสูบนอน บวกกับช่วงล่างที่ถูกปรับเซ็ตใหม่ด้วยระบบกันสะเทือนหน้าและหลังแบบแมคเฟอร์สันสตรัทและปีกนกคู่ ส่งผลให้รถมีเสถียรภาพการทรงตัวได้ดี แต่ก็ไม่ทิ้งความนุ่มนวลให้หายไป

ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

จุดเด่นอีกประการคือการดีไซด์ Platform ใหม่ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Subaru เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขับขี่มากขึ้น ส่งผลให้ระบบการบังคับเลี้ยวสามารถตอบสนองได้ดีขึ้น ดูดซับแรงกระแทกได้มากขึ้นถึง 40% และลดอาการสั่นโคลงได้เพิ่มขึ้น 50% กว่ารุ่นเดิม ซึ่งจากการทดลองขับ รับรู้ได้ถึงความเงียบของห้องโดยสาร รวมถึงฟิลลิ่งการขับขี่ที่แทบไม่เหมือนขับรถ SUV อยู่เลยเพราะตัวรถค่อนข้างนิ่ง แม้ว่าอยู่ในช่วงความเร็วสูง ขับไปเพลินๆ นึกว่ากำลังขับรถเก๋งอยู่อะไรประมาณนั้น

มาต่อกันที่ขุมพลัง ซึ่งเจ้า Forester ยังคงเลือกใช้เครื่องยนต์เบนซิน แบบ Boxer 4 สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ในบล็อกเดิมที่มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำแต่ได้รับการพัฒนาใหม่ในเรื่องของระบบการจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดตรง ส่งผลให้เพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นด้วยเครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาใหม่นี้สามารถให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที (กำลังเพิ่มมากขึ้นอีก5 แรงม้า จากรุ่นก่อนหน้า) ส่งผลให้รถมีอัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจ ซึ่งมีความเหมาะสมทั้งการใช้ในเมืองและการเดินทางไกล แม้เครื่องยนต์ตัวนี้จะเป็นบล็อกเดียวกับ SubaruXV เอสยูวีตัวน้อง ที่หลายคนตั้งคำถามว่า ตัวถังใหญ่กว่า ใช้เครื่องตัวเดียวกัน จะอืดอาดมั้ย ผมตอบให้เลยครับ ว่าไม่รู้สึกอืดอาดอะไร แต่อาจจะแรงไม่เท่า ก็อยู่ที่ว่าคุณต้องการรถใช้งานแบบไหน ถ้าต้องการคันใหญ่ พื้นที่เก็บของเยอะ นั่งสบาย ก็ไปทาง Forester แต่ถ้าต้องการเครื่องยนต์ที่มีความแรงขึ้นมาหน่อย แบบไม่เน้นความกว้างของห้องโดยสาร ก็หันไปคบกับทาง XV

เครื่องยนต์เบนซิน แบบ Boxer 4 สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร 

ด้านระบบขับส่งกำลัง เจ้า Forester ยังคงเลือกใช้เกียร์แบบ Lineartronic CVT แต่เพิ่มจากเดิมที่ 6 สปีด เป็น 7 สปีด เพื่อให้ระยะในการส่งกำลังดียิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันเมื่อวิ่งทางไกล ก็จะทำให้ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นไปด้วย ซึ่งหลายคนอาจรู้สึกว่าการขับรถแบรนด์ซูบารุ ที่มีประวัติศาสตร์ทางมอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน แต่ดันเป็นเกียร์ CVT มันจะอึดอัดมั้ย ต้องบอกอย่างนี้ครับ ว่าทางซูบารุ เค้าหันมาจับกลุ่มลูกค้าครอบครัวมากยิ่งขึ้น คือถ้าหากต้องการพละกำลัง หรือเกียร์ที่ขับแล้วได้อารมณ์สปอร์ตสายซิ่งสายแข่ง ก็หันไปคบกับรุ่นที่มีอักษรต่อท้ายว่า STiแต่สำหรับรถกลุ่มครอบครัวอย่าง Forester ทางซูบารุบอกว่าใช้เกียร์แบบ CVTนี่แหล่ะเหมาะแล้ว แต่ทั้งนี้ทางซูบารุได้มีการปรับแต่งภายในของชุดเกียร์หลายจุด พร้อม Manual Mode ผ่านสวิทช์Paddle Shift และที่ขาดไม่ได้เลยคือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบสมมาตร กับฟังก์ชัน X-MODE เพื่อเลือกคุณสมบัติการขับขี่ให้เหมาะกับสภาพเส้นทางที่ต้องลุย ผ่านปุ่มกดแบบรถยุคใหม่ ซึ่งก็ช่วยเพิ่มอารมณ์ความสปอร์ตได้ในระดับหนึ่ง

เกียร์แบบ Lineartronic CVT 

โม้เรื่องสมรรถนะไปนาน กลับมาดูที่ภายในกันบ้าง สำหรับ Forester เมื่อเปิดประตูห้องโดยสารมาจะพบกับการดีไซน์ภายในที่ดูบึกบึนซึ่งแต่ก่อนหลายคนอาจมองว่าภายในของซูบารุ มันดูไม่ค่อยโมเดิร์น ตามสไตล์ของเค้าที่เน้นเพอร์ฟอร์มานซ์เป็นหลัก แต่สำหรับตัวนี้ต้องบอกว่าดูทันสมัยขึ้นกว่าเดิมพอสมควรด้วยแผงคอนโซลที่ใช้โทนสีดำและการดีไซด์แบบแนวเส้นตรงแบบผู้มีรสนิยมจัดเต็มด้วยพวงมาลัยไฟฟ้าแบบมัลติฟังค์ชั่นปรับได้ 4 ทิศทาง ติดตั้งสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง การรับสายโทรศัพท์ ครูสคอนโทรล และสวิตช์สั่งการระบบการขับขี่ หน้าปัทม์ติดตั้งชุดแดชบอร์ดแบบมาตรวัดทรงกลมดูเรียบหรู คอนโซลกลางมีระบบปรับอากาศแยกส่วนสามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ตรงกลางมีหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วสามารถปรับแต่งเสียงสำหรับระบบให้ความบันเทิงทำงานร่วมกับระบบ Siri Eyes Free ซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายสมาร์ทโฟนรวมถึงทำหน้าที่แสดงผลระบบ Navigator และแสดงภาพจากกล้องมองหลังที่มีเส้นกะระยะเรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าคู่แข่งตัวอื่นๆ

 

ภายในห้องโดยสารด้านหน้า

มาดูกันที่ตัวเบาะกันบ้างกับดีไซด์เบาะนั่งของ Forester ที่เป็นแบบสปอร์ต แต่ออกแบบให้มีขนาดใหญ่ตัวเบาะมีความหนาและนุ่มโค้งเข้ารูป รับกระชับกับแผ่นหลังพอดิบพอดีเบาะนั่งคู่หน้าเว่อร์วังกับฟีเจอร์ที่สามารรถปรับไฟฟ้าได้8 ทิศทาง ทั้งคนขับและคันนั่ง ซึ่งหลายค่ายจะให้ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ก็แค่เฉพาะคนขับ แต่เจ้า Forester ให้ฟีเจอร์นี้มาแบไม่หวงไม่กั๊กรวมถึงเบาะด้านหลังก็นั่งสบาย และยังคงแยกพับได้ 60:40 ส่วนฝาท้ายออกแบบให้เปิดได้กว้างมาก สะดวกในการขนสัมภาระขนาดใหญ่ แถมมีระบบเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ให้ความสะดวกสบาย โดยเฉพาะสาวๆ จะได้ไม่ต้องออกแรงให้เมื่อยแขน

 

ภายในห้องโดยสารด้านหลัง

อีกจุดที่เป็นไฮไลต์เด่นของเจ้า Forester ที่มีเฉพาะแต่ในรุ่น 2.0i-S ซึ่งหลายคนให้ความสนใจ ก็คือระบบ EyeSight ซึ่งจะประกอบไปด้วย ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติก่อนการชน (Pre-Collision Braking), ระบบผ่อนคันเร่งก่อนการชน (Pre-Collision Throttle Management), ระบบผ่อนคันเร่งก่อนการชน (Pre-Collision Throttle Management), ระบบปรับควบคุมความเร็วรถแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control), ระบบเตือนการจราจรเคลื่อนที่ (Lead Vehicle Start Alert), ระบบเตือนออกนอกช่องทางและขับรถส่าย (Lane Departure and Lane Sway Warning), ระบบป้องกันรถไหลโดยไม่ต้องเหยียบเบรก (Auto Vehicle Hold) และระบบตรวจจับยานพานะด้านหลัง (SVRD) ซึ่งต้องบอกก่อนครับว่า ที่ผมเกริ่นมาตั้งนาน การทดลองขับครั้งนี้ ยังไม่มีรุ่นนี้มาให้ได้ทดสอบ เพราะคิวผลิตรุ่นนี้น่าจะมาประมาณเดือนสิงหาคม คงต้องรอกันไปก่อน

 

สรุปจากการทดสอบAll-New Subaru Forester โฉมใหม่ภายนอกดูเป็นรถที่มีความภูมิฐาน เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่มีครอบครัว ชอบเดินทางแบบแอบลุยหน่อยๆ ส่วนภายในกว้างขวาง ดูโปร่ง จากกระจกบานใหญ่รอบคัน รวมถึงความเงียบภายในห้องโดยสาร ที่ผมให้คะแนนระดับ 4 ดาวครึ่ง ด้านการขับขี่ ในส่วนของพวงมาลัยบอกได้เลยว่ายังคงไว้ใจแบรนด์นี้ได้อยู่ เพราะฟิลลิ่งเรื่องความแม่นยำนั้นหายห่วง บวกกับสมรรถนะของช่วงล่างที่เป็นจุดเด่นของเค้าอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอก เสียดายที่ดันมาจับกลุ่มครอบครัว หันมาใช้เกียร์แบบ CVT ที่โดยส่วนตัวผมไม่ชอบฟิลลิ่งของเกียร์ระบบนี้ ที่มันทำให้อรรถรสการขับรถแบรนด์ซูบารุมันหายไป แต่ยังดีที่ได้ Paddle Shift กับโหมด SI-Drive มาช่วย ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

All-New Subaru Forester โฉมใหม่ปี 2019 มีให้เลือกใช้งานทั้งหมด3 รุ่น ได้แก่รุ่น 2.0i-L, 2.0i-S และ 2.0i-S ES ซึ่งมีรายละเอียดราคาดังต่อไปนี้

รุ่น

ราคาขายปลีก (บาท)

ราคาอุปกรณ์เสริม (Option Pack) (บาท)

ราคารวม(บาท)

2.0i-L

1,030,000

300,000

1,330,000

2.0i-S

1,060,000

320,000

1,380,000

2.0i-S ES

1,105,000

320,000

1,425,000

 

เรื่อง : ศรานนท์ รัชชุศานติ