by Carzanova Team Pai
Hits: 438

รีวิว!! All New Mazda3 ก้าวข้ามสู่ความหรูหราอย่างแท้ทรู!!

กระแสตอบรับดี สำหรับหนึ่งในรถธงของค่ายมาสด้า อย่าง มาสด้า ใหม่ (ALL-NEW MAZDA3) เพราะเปิดตัวมาแค่ วัน แต่สามารถกวาดยอดจองไปแล้วกว่า 1,000 คัน

 

สำหรับ มาสด้า3 ใหม่นี้เป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ที่อยู่ในกลุ่มของรถ C-Segment ซึ่งได้มีการพัฒนาในหลายด้าน ให้มีความหรูหรา พรีเมี่ยม มากขึ้นกว่าเดิม โดยมีแนวทางในการออกแบบที่แตกต่างจากรุ่นเดิม ด้วยแนวคิด "เรียบง่าย แต่งดงาม" ลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก แต่ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์ ที่มีความแตกต่างจากรถญี่ปุ่นทั่วไปอย่างชัดเจน

 

มาสด้า3 ใหม่ ยังคงมีให้เลือกทั้งแบบ 4 ประตู และแบบ 5 ประตู ซึ่งในรุ่น 5 ประตู ทางมาสด้าเค้าจะเรียกว่าไม่เรียกว่ารุ่น แฮชท์แบค แต่จะเรียกว่ารุ่น ฟาสต์แบค ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าทำไม แต่พอสรุปได้ว่า ฟาสต์แบค เป็นคำเรียกของทางฝั่งยุโรป และอเมริกา แต่แฮชท์แบคนั้นใช้กันเฉพาะในเอเชีย ซึ่งก็พอจะเดาได้ระดับหนึ่งว่า เจ้ามาสด้า3 ใหม่นี้ น่าจะต้องการขยับเข้าใกล้ความเป็นรถยุโรปมากขึ้นนั่นเอง

 

สำหรับรูปลักษณ์ภายนอก ปฎิเสธไม่ได้ว่ามันสวยเสียเหลือเกิน ทั้งตัวซีดาน และฟาสต์แบค ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคงมีความคิดเห็นไม่ตรงกันแน่ ว่าแบบไหนจะสวยถูกใจกว่ากันระหว่างตัวซีดาน กับตัวฟาสต์แบค แต่โดยส่วนตัวพอสรุปง่ายๆ คือในตัวฟาสต์แบค จะเน้นการดีไซน์ที่สปอร์ตดุดันกว่า เริ่มตั้งแต่กันชนด้านหน้าที่มีลูกเล่นสีทูโทนจากสเกิร์ตใต้กันชน ไล่ไปสู่เส้นสายด้านข้าง ส่งต่อไปยังด้านท้ายในสไตล์ฟาสต์แบคที่เน้นความโฉบเฉี่ยว ส่งผลให้ตัวรถดูสปอร์ตเร้าใจ ในขณะที่ตัวซีดาน จะเน้นความหรูหรา สง่างาม โดยในส่วนของด้านหน้า กันชนหน้านั้น จะเป็นสีเดียวกันทั้งชิ้น ขณะที่ด้านท้ายก็ดีไซน์ได้สวยงามลงตัว ซึ่งส่วนตัวบอกเลยว่าแอบเทคะแนนให้ฝั่งซีดาน เพราะดูด้านท้ายแล้ว เหมือนมองท้ายรถยุโรปอย่างไงอย่างงั้น

 

มาต่อกันที่ห้องโดยสารภายใน ซึ่งมาสด้าเค้าบอกว่าเป็นการออกแบบภายใต้แนวคิดโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การดีไซน์ และการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ มุ่งไปที่ผู้ขับขี่เป็นหลัก ด้านอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องโดยสาร ต้องบอกว่ามาสด้า3 ใหม่นี้ ลดทอนปุ่มอะไรลงไปเยอะมาก เรียกว่าเอามาเท่าที่จะใช้งานพอ แต่มองๆ ดูแล้วในส่วนของอุปกรณ์อำนวยความสะดวก รวมไปถึงของเล่นเทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังจัดมาให้เพียบ ทั้งพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน พร้อม Paddle Shift และระบบมัลติฟังก์ชั่น ปุ่ม Push Start ใต้พวงมาลัย แผงหน้าปัด และมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT LCD หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกซ้าย-ขวา และมีช่องแอร์ต่อไปยังผู้โดยสารตอนหลัง การเชื่อมต่อสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดด้วย Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center  Commander โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน รวมไปถึงห้องโดยสารที่เงียบขึ้น และระบบเสียงคุณภาพ Bose รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง (สำหรับรุ่นท็อป) ซึ่งหลังจากได้ลองฟังเสียงแล้วต้องบอกว่าจุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่อยากแนะนำทำให้ลงทุนซื้อรุ่นท็อปกันไปเลยจบๆ เพราะคุณภาพเสียงต้องบอกว่าสุดยอดจริงๆ

พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน พร้อม Paddle Shift และระบบมัลติฟังก์ชั่น ปุ่ม Push Start ใต้พวงมาลัย

 แผงหน้าปัด และมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT LCD

หน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการเปลี่ยนที่ทางการวางอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถให้ง่ายต่อการใช้งานได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่นที่วางแก้วน้ำ บริเวณคอนโซลกลางระหว่างผู้โดยสารด้านหน้าที่รุ่นก่อนหน้านี้ถูกจัดวางไว้บริเวณใกล้ที่เก็บของบริเวณจุดวางแขน แต่ในรุ่นนี้ขยับไปวางไว้เหนือคอนโซลเกียร์ ซึ่งนอกจากจะหยิบจะวางแก้วน้ำได้ง่ายกว่าแล้ว ยังเพิ่มพื้นที่เก็บของตรงคอนโซลกลางได้มากขึ้นอีกด้วย

ห้องโดยสารตอนหลัง 

ส่วนในเรื่องขนาดของห้องโดยสาร ที่เชื่อว่าหลายคนสนใจ ว่ามาสด้า3 ใหม่ จะมีขนาดห้องโดยสารเป็นอย่างไร จุดนี้ต้องบอกเลยว่า สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าไม่ใช่ปัญหาจะตัวใหญ่ ตัวเล็กนั่งได้สบายหมด จะติดก็แต่ตำแหน่งผู้โดยสารตอนหลัง (ทั้งตัว 4 ประตู และ 5 ประตู) ที่รู้สึกว่าแคบมากหากผู้โดยสารด้านหลังเป็นตัวใหญ่ รวมไปถึงความสูงของหลังคากับศีรษะ หรือ Head Room มันแทบไม่เหลือช่องว่างให้เลย หากคุณเป็นคนตัวสูงถึง 180 ซม. และอีกจุดคือบริเวณพื้นของคนที่นั่งตรงกลางของห้องโดยสารตอนหลัง มันไม่ใช้พื้นราบ แต่กลับมีโคกนูนสูงขึ้นมา ทำให้แอบคิดไปว่าจะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เข้ามาทำตลาดต่อไปรึป่าว เลยเตรียมพื้นที่ไว้วางเพลากลางแบบนี้ แต่หากไม่มีรุ่นขับเคลื่อน 4ล้อ จุดนี้ก็ทำให้ที่นั่งตอนหลังแคบไปอีกนิด ซึ่งถ้าเป็นพื้นเรียบน่าจะตอบโจทย์การใช้งานมากกว่า แต่ก็ได้ถามทางคนออกแบบ เค้าก็บอกเผื่อความแข็งแรง และประสิทธิภาพที่ดีของรถนั่นเอง

 เครื่องยนต์ SKYACTIV-G 165 แรงม้า 

มาเข้าเรื่องของสมรรถนะกันบ้าง สำหรับมาสด้า3 ใหม่ ยังคงใช้เครื่องยนต์ตัวเดิมแบบเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกนิด แต่ยังคงแรงม้าเท่าเดิมที่ 165 แรงม้า ส่วนแรงบิดขยับขึ้นมาเล็กน้อยเป็น 213 นิวตัน-เมตร ขณะที่ระบบเกียร์ยังคงเดิมด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 6 สปีด ไม่หันไปใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT เหมือนเจ้าอื่นๆ

เกียร์อัตโนมัติที่เป็นแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 6 สปีด

ซึ่งเมื่อได้ทดลองขับจริง ต้องบอกอย่างนี้เลยครับว่า ฟิลลิ่งของเครื่องยนต์และเกียร์ตัวนี้ เป็นแบบรถหรูสไตล์ผู้ดี เน้นความเป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ที่มีความสุขุมนุ่มลึก ไม่เปรี้ยวปรี๊ดจี๊ดจ๊าด เหมือนค่ายอื่นที่หันไปคบกับเครื่องยนต์ขนาดเล็กแบบพ่วงเทอร์โบ ที่เน้นอัตราเร่งที่เร้าใจ แต่จะขนาดอารมณ์ของความสุขุม ที่เวลาเร่งทีเทอร์โบบูสกันตั้งแต่รอบต่ำๆ คุมคันเร่งให้นุ่มนวลยาก คนนั่งข้างๆ อาจมีมึนหัวเมารถเอาง่ายๆ ผิดกับมาสด้า3 ใหม่ ที่เลือกใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แม้ความรู้สึกจะบอกว่ามันไม่แรง แต่ผมกลับชอบบุคลิกของเครื่องยนต์แบบนี้ ที่เวลาขับมันคุมคันเร่งได้ตามที่ใจต้องการ ไม่ต้องมาห่วงมาเหวอเวลาเทอร์โบจะมาช่วยบูสต์ยามที่ไม่ต้องการ ซึ่งตรงนี้บางคนอาจจะชอบเหมือนกับผม หรือไม่ชอบก็สุดแล้วแต่ครับ รวมไปถึงระบบเกียร์อัตโนมัติที่เป็นแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 6 สปีด ที่จะว่ากันจริงๆ แล้ว ฟิลลิ่งหรืออารมณ์ของเกียร์ลูกนี้ มันไม่ค่อยออกรถออกชาติสไตล์ทอร์คคอนเวอร์เตอร์มากเท่าไหร่นัก ไม่รู้จะถูกใจสายสปอร์ตกันรึป่าว เพราะฟิลลิ่งกลับมาในสไตล์นุ่มนวล เน้นจังหวะต่อเกียร์มาราบเรียบ อะไรประมาณนั้นแทน

ขณะที่ในเรื่องการควบคุม ที่หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมถึงกลับไปใช้ช่วงล่างด้านหลังทอร์ชั่นบีม ซึ่งเป็นช่วงล่างแบบกึ่งอิสระ ทั้งที่รุ่นก่อนหน้านี้ใช้แบบมัลติลิ้งค์บีม ที่เป็นช่วงล่างแบบอิสระ?? เรามาฟังคำตอบจากคนออกแบบกันก่อนครับ เค้าให้เหตุผลอย่างนี้ครับ

สำหรับระบบช่วงล่างด้านหลังที่ใช้เป็นทอร์ชั่นบีม ซึ่งเป็นแบบกึ่งอิสระ แต่ได้มีการใช้บูชยึดแบบใหม่ที่สามารถขยับได้ 360 องศา ทำให้มีการให้ตัวที่ดีกว่าทอร์ชั่นบีมแบบเดิม รวมไปถึงจากการทดสอบ ซึ่งเค้าได้ลองทั้ง 2 แบบแล้วนั้น ตัวโครงสร้างของมาสด้า3 ใหม่นั้น เหมาะกับช่วงล่างแบบทอร์ชั่นบีมมากกว่า รวมถึงมีน้ำหนักที่เบากว่าประมาณ 30 กิโลกรัม

ซึ่งจากการทดลองขับ ต้องบอกว่าฟิลลิ่งของมาสด้า3 ใหม่ เปลี่ยนบุคลิกไปจากตัวเดิมค่อนข้างชัด จากแต่ก่อนที่เน้นความสปอร์ตจ๋า แต่มาตัวนี้เน้นความหรูหรา ความนุ่มนวลมีมากขึ้น แต่เรื่องฟิลลิ่ง อารมณ์การขับแบบสปอร์ต นั้นเปลี่ยนไปเลย ไม่ว่าจะเป็นความเฉียบคมของพวงมาลัย รวมถึงการเกาะถนนเวลาเข้าโค้ง

ส่วนระบบเบรกในมาสด้า3 ใหม่นั้น จากรุ่นก่อนหน้าก็นับว่าดีอยู่แล้ว แต่ในรุ่นใหม่นี้ให้ความรู้สึกนุ่มขึ้น ไม่ต้องใช้แรงมาก ฟิลลิ่งก็คล้ายสไตล์รถยุโรปอะไรประมาณนั้น

ขณะที่ระบบความปลอดภัยอื่นๆ ก็ครบครัน และที่เป็นไฮไลท์ต้องยกให้กับ ระบบ G-VECTORING CONTROL PLUS (GVC PLUS) ที่ดีกว่า G-VECTORING CONTROL เดิมมากๆ ซึ่งจากการที่ได้ลองขับวันนั้น ได้ลองกระชากพวงมาลัยแรงๆ ลักษณะ Lane Change แบบกะทันหัน ตัวรถควบคุมได้ง่าย อาการท้ายปัดท้ายย้วย เกิดขึ้นน้อย ตัวรถกลับมาทรงตัวได้เร็วอย่างเห็นได้ชัด

สรุป สำหรับมาสด้า3 ใหม่ หลังจากได้ทดลองขับ ต้องบอกว่าเปลี่ยนบุคลิกไปจากเดิม ก้าวข้ามสู่ความหรูหราอย่างเต็มตัว อย่างรูปลักษณ์ภายนอก ที่เถียงไม่ได้เลยว่ามันสวยบาดตาบาดใจจริงๆ ส่วนเรื่องภายใน เรื่องแนวความคิด และดีไซน์ ให้ผ่านแบบไม่ต้องคิด ส่วนเรื่องความกว้างขวางอาจจะติดซักหน่อย สำหรับที่นั่งตอนหลัง แต่หากใช้งานแบบขับกันคน สองคน อันนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา

ขณะที่เรื่องเครื่องยนต์ฟิลลิ่งออกไปทางผู้ดี นุ่มนวล ขาดแต่ความแรงที่น่าจะเติมมาให้อีกนิด แม้จะปรับโหมด Sport แล้วก็ตาม...ไม่งั้นจะเลิศเลอ รวมไปถึงเกียร์ที่จัดเต็มให้ด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 6 สปีด พร้อม Paddle Shift หลังพวงมาลัย แม้อารมณ์ความดิบจะหายไป แต่ได้ความนุ่มนวลเข้ามาแทน

สุดท้ายท้ายสุด เรื่องช่วงล่าง เอาจริงๆ หลังจากขับมาสด้า3 ใหม่แล้ว ยอมรับครับว่าถ้าไม่บอกก่อนว่าเป็นช่วงล่างแบบทอร์ชั่นบีม ก็อาจจะเดาไม่ถูก เพราะฟิลลิ่งนุ่มนวลดี แต่ยังไงก็ยังเสียดายช่วงล่างแบบมัลติลิ้งค์ หากแต่อย่าลืมว่าข้อดีของทอร์ชั่นบีม นอกจากจะมีน้ำหนักที่เบากว่าแล้ว ค่าซ่อมบำรุงรักษา ก็เบากว่าด้วยนั่นล่ะครับ....