by Carzanova Team Pai
Hits: 344

รีวิว!! สปอร์ตซาลูนพันธุ์หรู Porsche Panamera E-Hybrid Sport Turismo

จัดเข้าสต๊อกเป็นหนึ่งรถในฝันของผมเรียบร้อย ... สำหรับ ปอร์เช่ พานาเมร่า เพราะนอกจากจะให้ความสปอร์ตหรูหรา เว่อร์วัง อลังการแล้ว ยังให้อรรถประโยชน์ในเชิงการเดินทางแบบครอบครัวได้ในขณะเดียวกัน และล่าสุดทางปอร์เช่ ได้เปิดตัว พานาเมร่า อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera E-Hybrid Sport Turismo) เรือธงลำใหม่ประจำอนุกรมสปอร์ตซาลูนพันธุ์หรู ที่ผสานขุมกำลังเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตร ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้พละกำลังสูงสุด 462 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่ง ไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะเวลา 4.6 วินาที กับความเร็วสูงสุดกว่า 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และที่สำคัญให้ประหยัดน้ำมันไม่ใช่เล่น

 

พานาเมร่า อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ของสปอร์ตซาลูนอนุกรมนี้ ที่ยังคงภาพลักษณ์ดุดันสไตล์รถคูเป้ โดยในรุ่นนี้จะมีมิติตัวถังยาว 5,049 มิลลิเมตร กว้าง 1,937 มิลลิเมตร และสูง 1,428 มิลลิเมตร และฐานล้อจะยาวอยู่ที่ 2,950 มิลลิเมตร ซึ่งโดยภาพรวมของการออกแบบแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นการออกแบบที่หรูหราทันสมัย อย่างแนวหลังคาที่ลากยาวต่อเนื่องจรดท้ายรถ ที่แม้จะดูสปอร์ตจ๋า แต่การเข้าออกจากห้องโดยสารตอนหลังกลับง่ายสะดวกสบาย แถมยังมีพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่วางเท้าสำหรับผู้โดยสารตอนหลังที่กว้างมากๆ สไตล์รถซาลูนไซส์ใหญ่ประมาณนั้น


                                                                                          ห้องเก็บสัมภาระที่มีความจุ 425 ลิตร

ในขณะที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังก็กว้างขวาง มีปริมาตรความจุอยู่ที่ 425 ลิตร โดยเบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับราบลงกับพื้นได้อย่างสมบูรณ์ หรือจะแยกพับในสัดส่วน 40:20:40 ผ่านสวิทช์จากฝากระโปรงท้ายที่เปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้าก็ได้เช่นกัน และนอกจากนี้ในรุ่นสปอร์ต ทัวริสโม่ ยังเสริมความพิเศษที่เหนือกว่าพานาเมร่า รุ่นอื่นๆ นั่นก็คือ เบาะนั่งตอนหลังสามารถเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานในแบบ 2+1 เพื่อให้เป็นรถแบบ 5 ที่นั่ง ซึ่งก่อนหน้านี้พานาเมร่า จะมีที่นั่งแบบ 4 ที่นั่งเท่านั้น โดยเบาะนั่งด้านหลังนี้สามารถสั่งเพิ่มเป็นอุปกรณ์พิเศษ

ภายในห้องโดยสาร

ด้านภายในห้องโดยสารมีความหรูหราอลังการมากมาย เอาเป็นว่าเข้าไปครั้งแรก นี่ต้องแอบนั่งศึกษาระบบอยู่ซักพัก เพราะการควบคุมทุกอย่างภายในตัวรถจะใช้ระบบไฟฟ้าในการควบคุมทั้งหมด ไม่มีระบบแมนนวลในการควบคุมเลย ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งการตัวรถ ทั้งโหมดเครื่องยนต์ ช่วงล่าง เกียร์ รวมไปถึงด้านอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายทุกอย่างภายในรถ ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ ที่ทั่วไปก็จะใช้การสั่งงานด้วยไฟฟ้าเพียงแค่การควบคุมอุณหภูมิความเย็น แต่สำหรับคันนี้ การปรับทิศทางของช่องแอร์ ว่าจะให้ขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา ก็จะใช้ระบบไฟฟ้าควบคุมทั้งหมด เล่นเอาเข้าไปทีแรกแอบงงอยู่เหมือน


 การปรับทิศทางของช่องแอร์ ที่ใช้ระบบไฟฟ้าควบคุม

มาเข้าเรื่องสมรรถนะกันบ้าง สำหรับ พานาเมร่า อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ ทาง ปอร์เช่ ได้จับเอาเทคโนโลยีไฮบริดมาจับลงในตัวถังของสปอร์ตซาลูน ผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive ที่ถ่ายทอดมาจากตัว 918 สไปเดอร์ โดยในรุ่นนี้จะเป็นรุ่นเริ่มต้นที่ใช้เครื่องเบนซิน 2.9 ลิตร ทำงานร่วมกับชุดมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะให้กำลังสูงสุด 462 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ขณะที่แรงบิดจะมาสูงหน่อยที่ 700 นิวตันเมตร โดยจะทำงานตั้งแต่รอบต่ำเพียง 1,100 – 4,500 รอบต่อนาทีเท่านั้น โดยจะมีเจ้าอุปกรณ์ decoupler ติดตั้งรวมอยู่กับ hybrid module ทำงานด้วยระบบ electromechanically ตัดต่อกำลังผ่านชุดคลัทช์ไฟฟ้า หรือ Electric Clutch Actuator ให้อัตราการตอบสนองที่รวดเร็วและนุ่มนวลสู่ระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 8 จังหวะ Porsche Doppelkupplung (PDK) เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ฉับไว แม่นยำ ซึ่งมีโหมดการขับให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามความพอใจ


ล้อหน้าขนาด 265/45/ZR 19


ขนาดล้อหลัง 295/40/ZR19

เครื่อนยนต์ 2.9 V6 Hybrid

ซึ่งจากการทดลองขับต้องบอกว่าในรุ่นนี้จะเป็นตัวเครื่องยนต์รุ่นเริ่มต้น พละกำลังที่มีมาให้ แม้ตัวเลขจะดูสูงถึง 462 แรงม้า แต่ด้วยน้ำหนักตัวถังที่หนักเอาเรื่อง สำหรับสายแรง แม้จะปรับโหมดสปอร์ตสุดแล้ว อาจจะยังรู้สึกว่าเวลากดคันเร่งแล้ว หลังจะยังไม่ติดเบาะเท่าไหร่ (ซึ่งหากชอบความแรงคงต้องเลือกรุ่นที่เครื่องยนต์สูงกว่านี้อย่าง รุ่น S หรือ Turbo) แต่ถ้าถามถึงการใช้งานแบบสายชิลที่ไม่ชิลซะทีเดียวแล้ว ผมว่าเครื่องยนต์ตัวนี้เพียงพอเลย ทั้งการขับในเมือง อัตราเร่งช่วงต้นถึงว่าตึงมือใช้ได้ ส่วนความเร็วปลายก็ไม่ธรรมดา เหยียบทะลุความเร็วระดับ 200 กม./ชม. ได้อย่างสบาย ส่วนเรื่องการประหยัดน้ำมัน สำหรับรถสมรรถนะขนาดนี้ ไซส์ใหญ่ และน้ำหนักมากขนาดนี้ ตัวเลขที่ผมได้ทดลองขับ อาจจะประหยัดไม่เท่าตัวเลขที่ระบุไว้ในแคตตาล็อค โดย 1 วัน ที่ได้ลองขับทั้งในเมืองและนอกเมือง ทั้งขับธรรมดา และขับแบบใช้ความเร็วมากบ้าง ก็อยู่ที่ประมาณ 15-16 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ได้เลยที
                                                                                        พวงมาลัย Power Steering Plus

มาต่อกันที่สมรรถนะการควบคุม ต้องบอกว่าไว้ใจได้ ฟิลลิ่งพวงมาลัยคมกริบ กับช่วงล่างแบบถุงลมปรับระดับอัตโนมัติเทคโนโลยีล่าสุด adaptive three-chamber air suspension พร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) ที่สามารถปรับระดับและความแข็ง-อ่อนของช่วงล่างได้ว่าต้องการฟิลลิ่งของช่วงล่างเป็นแบบไหน นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเหลืออื่นๆ เข้ามาอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นระบบพวงมาลัย Power Steering Plus ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวด้วย อิเล็กทรอนิกส์ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC Sport) ระบบ roll stabilisation พร้อมระบบควบคุมแรงบิด Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) ชุดเฟืองท้ายแบบ differential lock และที่เป็นไฮไลท์กับระบบเบรกเซรามิก สมรรถนะสูง Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) ที่ให้การหยุดรถที่ดีเยี่ยม

สปอยเลอร์หลังคาปรับระดับอัตโนมัติ 

โดยพร้อมกันนี้ในส่วนของระบบควบคุมก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่าง Porsche Advanced Cockpit ระบบช่วยเหลือการขับขี่อันยอดเยี่ยม อาทิ Porsche InnoDrive ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ adaptive cruise control รวมไปถึงสปอยเลอร์หลังคาปรับระดับอัตโนมัติ อันเป็นนวัตกรรมสุดพิเศษที่มีเพียงพานาเมร่าเท่านั้น ทั้งนี้ตำแหน่งของสปอยเลอร์หลังคาปรับระดับอัตโนมัติจะทำงานในสภาวการณ์ที่แตกต่างกัน 3 รูปแบบ โดยการปรับองศานั้นขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่และการปรับตั้งจากแผงควบคุมในขณะนั้น โดยเจ้าสปอยเลอร์นี้สามารถสร้างแรงกดท้ายรถสูงสุดได้มากกว่า 50 กิโลกรัม เมื่อวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งยังสามารถทำหน้าที่ลดแรงต้านอากาศ ด้วยการปรับมุมการทำงานไปยังตำแหน่ง -7 องศา ผลลัพธ์คือ อัตราการบริโภคเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น และในระดับความเร็วที่สูงกว่า 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สปอยเลอร์หลังคาจะปรับมุมการทำงานไปที่ +1 องศาหรือตำแหน่ง “Performance” โดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มเสถียรภาพและยึดเกาะในแนวราบ ทั้งนี้ในกรณีที่เลือกใช้งานรูปแบบการขับขี่ “Sport” และ “Sport Plus” สปอยเลอร์หลังคาจะได้รับการปรับตั้งมายังตำแหน่งนี้ที่ระดับความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือสูงกว่า ยิ่งไปกว่านั้นระบบ PAA ยังสามารถทำหน้าที่ได้ด้วยการปรับตำแหน่งไปที่ 26 องศา ในกรณีที่เปิดหลังคาพาโนรามิก ขณะวิ่งด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรหรือสูงกว่า สปอยเลอร์หลังคาจะช่วยลดเสียงรบกวนจากอากาศภายนอกให้เหลือน้อยที่สุดอีกด้วย

สุดท้ายสำหรับค่าตัวของ พานาเมร่า อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ เปิดราคาไว้ที่ 9.5 ล้านบาท ใครสนใจติดต่อขอทดลองขับกันได้ที่ เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็ฯทางการได้ทั้ง 3 สาขา วิภาวดี พัฒนาการ และสยาม พารากอน