by Carzanova Team Pai
Hits: 580

รีวิว!! NEW MG EXTENDER กระบะไซส์ยักษ์ ขับสบาย ฟีเจอร์เพียบ!!

ตื่นเต้นกันไม่น้อยทีเดียวสำหรับกระบะคันแรกจากค่ายเอ็มจี ที่ตอนเปิดตัวชูความเป็น Best in Class ในหลายจุด ทั้งมิติตัวถังที่ใหญ่โต และห้องโดยสารที่กว้างขวาง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน รวมถึงฟีเจอร์ที่ทันสมัยหลายรายการ อย่างระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ซึ่งทางเอ็มจี เอามาโชว์เป็นจุดขายของรถกระบะตัวนี้ โดยหากดูจากฟีเจอร์ในวันเปิดตัวแล้ว ต้องถือว่าเจ้า MG EXTENDER น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และครั้งนี้ทีมงาน Carzanova ได้มาร่วมทดสอบสมรรถนะเจ้ากระบะพันธุ์ยักษ์ ในรุ่น DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT หรือรุ่นท๊อปสุด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะอันแท้จริง …ผลการทดสอบครั้งนี้จะเป็นอย่างไร?? เราไปเริ่มกันเลยครับ

 

สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของ MG EXTENDER ตัวท็อปแบบ 4 ประตู (Double Cab) มาพร้อมมิติตัวถังที่ใหญ่กว่ากระบะ 4 ประตูเจ้าอื่นๆ ในท้องตลาด ด้วยขนาดตัวถัง (ยาวXกว้างXสูง) 5,365 X 1,900  X 1,820 มม. ด้านกระบะท้าย (ยาวXกว้าง) 1,900X1,510 มม. ระยะฐานล้อยาว 3,155 มม. ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า/หลัง 1,580/1,580 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 231 มม.

กระจังหน้าแบบโมเดิร์น

ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์

ซึ่งมองแว๊บแรก บอกได้เลยว่าเจ้ากระบะไซส์ยักษ์คันนี้ดูโดดเด่นไม่น้อย ด้านหน้ารถดูโดดเด่นสวยงามด้วยกระจังหน้าดีไซน์แบบโมเดิร์นที่เป็นเอกลักษณ์ของทางเอ็มจี ผสานไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ดวงโตที่มีระบบควบคุมการเปิด-ปิดอัตโนมัติ มาพร้อมกับ Daytime Running Lights ที่ส่องสว่างโล่มาตั้งแต่ไกล และยังสามารถปรับเลี้ยวได้ตามองศาพวงมาลัยแบบอัตโนมัติ พร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้า ซึ่งโดยส่วนตัว ผมชอบหน้าตาของรถคันนี้มาก เพราะดูแล้วมีความครบครัน และสวยสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ในส่วนของกระจกมองข้างสามารถพับและปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว ที่กระจกหลังรถติดตั้งระบบไล่ฝ่าพร้อมเสาวิทยุแบบฝังกระจก ด้านท้ายกระบะกระโดดเด่นด้วยไฟท้ายแบบ LED สีแดงดวงโต มองเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED และได้ฟีเจอร์ที่ช่วยเสริมความปลอดภัยอย่างกล้องมองหลังพร้อมเซนเซอร์เสียงสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง เพิ่มความปลอดภัยขณะถอยจอด ช่วงล่างมาพร้อมล้ออัลลอยด์ 18 นิ้ว และยางขนาด 255/60/R18

ไฟท้ายแบบ LED 

เข้ามาที่ภายในห้องโดยสาร ต้องบอกว่าเจ้ากระบะพันธุ์ยักษ์นี้ยักษ์สมชื่อจริงๆ เพราะห้องโดยสารนั้นมีความกว้างขวางสะดวกสบาย ได้เทคโนโลยีการออกแบบฉนวนกันเสียง 9 จุด ภายในห้องโดยสาร ที่ต้องขอชมเลยว่าทำได้ดีมาก เพราะในระหว่างการเดินทาง เสียงของเครื่องยนต์เล็ดเข้ามาน้อยมาก และแทบไม่ได้ยินเสียงของลมปะทะ หรือของเสียงของยางกับพื้นถนน

ภายในห้องโดยสาร

 การออกแบบภายในใช้โทนสีเข้ม โดยรวมให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งสอดคล้องกับรูปลักษณ์ภายนอก และเพิ่มความเรียบหรูด้วยวัสดุที่ให้สัมผัสนุ่มแบบ SOFT TOUCH ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นมิตรต่อผู้โดยสารทุกที่นั่ง แผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ที่ใช้ระบบเร็คแอนด์พิเนี่ยน ช่วยผ่อนแรงด้วยระบบไฮดรอลิค ให้วงเลี้ยวแคบสุดที่ 6.3 เมตร ให้ความรู้สึกที่ดีและมั่นใจได้ในการควบคุม นอกจากนี้ยังมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ครบครัน อาทิ หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว กุญแจระบบ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start และระบบปรับอากาศอัตโนมัติ โดยในรุ่น Double Cab ยังมาพร้อมเบาะปรับไฟฟ้าคู่หน้า เบาะหลังพับได้ และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

 
หน้าปัดดีไซน์สปอร์ต


                                                                             พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น                                                                               

ในขณะที่เรื่องของฟีเจอร์ ที่ถือเป็นไฮไลท์เด่นของเจ้ายักษ์ถึกคันนี้ ถือเป็นครั้งแรกของรถกระบะที่ได้นำระบบปฏิบัติการ i–SMART มาใช้ ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถสั่งการทำงานได้ด้วยเสียง เพื่อเน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการ หรือ SMART Command ผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย การให้โทรออก การควบคุมระบบปรับอากาศ การสั่งให้เปิดหน้าต่างฝั่งคนขับ การเปิด-ปิดวิทยุภายในรถ การค้นหาจุดสนใจ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุม หรือสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการบนสมาร์ทโฟนผ่านระบบเชื่อมต่อ MG Mobile Application หรือ SMART Connect ที่สามารถเลือกฟังเพลงผ่าน Online Music ค้นหาร้านอาหาร และที่พัก รวมทั้งเรียกดูข้อมูลข่าวสารและเหตุการณ์ปัจจุบันจากเว็บไซต์ดังได้บนหน้าจอในรถ และการตรวจเช็กรถ หรือ SMART Check โดยสามารถสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู ตรวจสอบตำแหน่งและค้นหารถ (Find My Car) แจ้งความผิดปกติ และแจ้งสถานะการทํางานของรถ รวมถึงระบบช่วยค้นหาศูนย์บริการ นัดหมาย และบันทึกการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะได้

หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว และระบบปฏิบัติการ i–SMART

นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในระหว่างเดินทาง ช่วยลดอาการเมื่อยล้าระหว่างขับทางไกล กระจกไฟฟ้าเป็นแบบ One Touch Down ปรับขึ้น-ลงอัตโนมัติทั้ง 4 บาน เบาะนั่งคนขับสามารถปรับระดับได้ 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง

กระจกไฟฟ้าเป็นแบบ One Touch Down

อีกทั้งยังมีระบบที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลา มีเซนเซอร์วัดปริมาณน้ำฝนแปรผันกับความเร็วที่ปัดน้ำฝน รวมถึงระบบ Blind Spot Detection ที่ช่วยเรื่องความปลอดภัยจากมุมอับด้านข้าง ซึ่งถือเป็นอีกจุดที่น่าสนใจ เพราะรถกระบะไซส์บิ๊กบึ้มขนาดนั้น จุดอับสายตาย่อมมีมากเป็นธรรมดา โดยทั้ง 2 ระบบหลังนี้ ในวันที่ทดสอบดูเหมือนว่าระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ ทั้งการวัดปริมาณน้ำฝัน และระบบตรวจสอบวัตถุมุมอับสายตา ยังไม่พร้อมทำงานเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะฝนที่ตกอย่างหนัก ทำให้เซ็นเซอร์อ่านค่าผิดพลาด ใบปัดน้ำฝนปรับระดับความเร็วตามปริมาณน้ำฝนยังไม่ดีเท่าที่ควร รวมถึงไฟกระพริบเตือนจุดอับสายตา ก็กระพริบขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่มีรถวิ่งมาด้านข้าง ซึ่งทั้ง 2 จุดนี้ ทางวิศวกรได้แจ้งว่าจะนำไปตรวจสอบแก้ไขใหม่ โดยไม่น่าจะมีผลกระทบต่อรถของลูกค้า ซึ่งหากเกิดปัญหาก็สามารถนำรถเข้ามาแก้ไขได้เช่นเดียวกัน

เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล

มาที่เรื่องสมรรถนะกันบ้าง สำหรับขุมพลังของเจ้า Extender มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น 2.0 ลิตร เทอร์โบแปรผัน ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร ที่ 1,500-2,400 รอบ/นาที รอบ พร้อมระบบส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ทั้ง โหมดธรรมดา, ECO และ POWER โดยในส่วนของระบบขับเคลื่อน จะมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD) และขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) แต่ครั้งนี้เราได้ทดสอบแต่ตัวขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งมีโหมดการขับขี่ที่เหมาะกับสภาพถนนให้เลือกได้ 3 รูปแบบ คือ 2H, 4H และ 4L


โหมดการขับขี่ที่มีมาให้เลือกถึง 3 รูปแบบ

โดยการทดสอบครั้งนี้ จะเน้นหนักไปที่การขับขี่แบบออนโรดบนทางหลวงเป็นหลัก ฟิลลิ่งของเครื่องยนต์ให้ความรู้สึกที่อาจไม่ถูกใจนักเลงกระบะขาแรง ช่วงออกตัวอาจจะรู้สึกหน่วงๆ ไม่ปรู๊ดปร๊าดหน่อย แต่พอลอยลำเข้าช่วงความเร็วกลางถึงปลาย ก็ถือว่าใช้ได้ ด้านเกียร์ที่เป็นแบบอัตโนมัติ 6 จังหวะ รอยต่อของเกียร์มีความราบเรียบดี เราได้ลองเปลี่ยนโหมดการขับไปที่โหมด Power ผลลัพธ์ที่ได้ รู้สึกว่าเครื่องยนต์ให้อัตราเร่งที่ตอบสนองได้เร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ดีนักในช่วงต้น ส่วนช่วงตีนปลายก็ตึงเท้าขึ้นมาหน่อย ให้พอรู้สึกว่าขับสนุกมากกว่าโหมดธรรมดา โดยในจุดนี้สำหรับพละกำลังของเครื่องยนต์ ที่แม้ผมจะบอกว่ามันไม่แรง แต่เอาจริงๆ ผมกลับชอบอารมณ์ของเครื่องยนต์แบบนี้ เพราะนอกจากจะให้ความนุ่มนวลแล้ว ยังสามารถคุมคันเร่งได้ตามที่ต้องการ ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบก็ว่ากันไป

เกียร์แบบอัตโนมัติ 6 จังหวะ

ด้านระบบช่วงล่าง เมื่อขับได้สักพัก รู้สึกได้ว่าพวงมาลัยเซ็ตน้ำหนักมาได้กำลังดี สามารถควบคุมทิศทางได้ง่าย ให้ความเฉียบคมดีพอสมควร อาการโยนตัวในโค้งถือว่าน้อย ซึ่งน่าจะได้รับผลพลอยได้มาจากช่วงล่างที่เป็นแบบ EURO TUNING SUSPENSION ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) และด้านหลังที่เป็นแหนบแบบซ้อนแผ่น (Leaf Spring Suspension) ทำงานควบคู่กับช่วงล่างแบบ BRIT Dynamic สำหรับผมกับระบบช่วงล่างตัวนี้ ยอมรับว่าให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลดี ผิดกับการนั่งรถกระบะทั่วไป โดยในทางกลับกัน เมื่อได้ลองวิ่งที่ความเร็วสูง ช่วงล่างตัวนี้ก็ถือว่ารับได้ ไม่โยนไม่ย้วยเกินไปจนยากควบคุม

ส่วนระบบเบรกที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของรถคันนี้ เพราะเลือกใช้ดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ เรียกว่าเป็นเจ้าแรกของกระบะตันเดียวบ้านเราเลยก็ว่าได้ ซึ่งฟิลลิ่งของเบรกนั้น ครั้งแรกที่เหยียบจะรู้สึกว่าลึกไปซักหน่อย ขับแรกๆ ต้องปรับตัวนิดนึง แต่ถ้าถามถึงประสิทธิภาพการหยุดรถแล้ว ก็ต้องบอกว่าสมแล้วที่เลือกใช้ดิสก์เบรก 4 ล้อ ที่ให้การหยุดรถที่มั่นใจได้มากกว่า

 สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลังและด้านหน้า

กล้องมองหลัง

นอกจากนี้เจ้า MG Extender ยังมีระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปเสริมให้อีก ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างตัวถังแบบ FSF (Full Space Frame) แบบ Ultra-high Strength Body ด้วยโครงสร้างที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง Thermoforming Steel ในบริเวณเสา A ไปจนถึงเสา B และโครงสร้างโดยรวม ด้วยการใช้เหล็กแบบ High Strength Steel ที่มีความแข็งแกร่งสูง ช่วยเพิ่มความปลอดภัย โดยผ่านการทดสอบการชนของ ANCAP ระดับ 5 ดาว รวมไปถึง ระบบตรวจเช็คลมยาง ระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 ตำแหน่ง พร้อมเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ รวมถึงกล้องมองภาพ รอบทิศทาง สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลังและด้านหน้า และกล้องมองหลังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบควบคุมการทรงตัว SCS ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descend Control System) ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning System)

 

หากให้สรุปหลังจากการทดลองขับเจ้า MG EXTENDER ถือว่าเป็นกระบะรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองในตลาด ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกดูใหญ่ยักษ์กว่ารถกระบะเจ้าอื่น ภายในมีความกว้างขวาง ตกแต่งได้หรูหรา แถมฟีเจอร์ใส่ให้มาอีกเพียบ ส่วนเครื่องยนต์อาจไม่ได้ทำมาเอาใจขาแรง แต่ก็มีกำลังให้เหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ด้านช่วงล่างมีความนุ่มนวล แถมหนึบแน่นดี ส่วนราคาที่เปิดรุ่นท็อป MG EXTENDER DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT มาที่ 1,029,000 บาท ถามผมอาจจะมองว่าสูงไปนิดกับแบรนด์ MG ซึ่งถ้าเปิดมาในราคาระดับต่ำล้าน ผมว่าน่าจะเปรี้ยงปร้างกว่านี้ แต่ก็เอา ดูจากฟีเจอร์ที่ใส่มาให้ล้นขนาดนี้ ต้องลองดูครับว่าตลาดเมืองไทย ที่นิยมรถกระบะ จะให้การตอบรับขนาดไหน ... มาลุ้นกัน!!