by Carzanova Team Pai
Hits: 468

โฟกัสให้ชัด!! Ford Everest Titanium Plus ... มีจุดเด่น จุดด้อย อะไร ยังไง??

หลังจากที่ได้ทำการทดสอบเจ้า Ford Everest Titanium Plus 2.0L Bi-Turbo 4X4 ซึ่งเป็นรุ่นท๊อปสุดของ Fore Everest แล้ว ผมขอโฟกัสแบบชัดๆ แบบไม่อ้อมค้อมกันไปเลย ว่าเจ้ารถยนต์อเนกประสงค์ในแบบ PPV คันนี้ มันมีจุดเด่น จุดด้อย ตรงไหน ยังไง?? ไม่รอช้าครับ ไปว่ากันเลย ...

เริ่มกันที่จุดเด่นข้อแรกกับสมรรถนะเครื่องยนต์
หลังจากที่ฟอร์ดได้ทำการ Minor Change เจ้ารถรุ่นนี้ในปี 2018 พร้อมทำการปรับลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลงกว่าเดิม จากที่เคยใช้เครื่องยนต์ดีเซล 3.2 ลิตร เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบ-เทอร์โบ (Bi-Turbo) แทน พร้อมจับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750 รอบ/นาที ส่งผลให้การทำงานของเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้อย่างรวดเร็วทันใจ ในขณะที่น้ำหนักโดยรวมของตัวรถลดลง นอกจากนี้ ยังส่งผลดีอีกเรื่องหนึ่งคือตอนต่อภาษีประจำปี ซึ่งจากเดิมที่ต้องจ่ายประมาณ 7,000 กว่าบาท ก็ลดลงไปเหลือไม่เกิน 3,000 บาท...เลิศมั้ยล่ะครับ!!

มาที่จุดด้อยของเครื่องยนต์กันบ้าง
ในส่วนของเครื่องยนต์หากดูตัวเลขต่างๆ ก็ดูเหมือนจะดีขึ้นทุกอย่าง แต่การเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กลง และพ่วงด้วยเทอร์โบคู่ ที่สามารถผลิตแรงบิดได้มหาศาล ทำให้ความ Smoot ของเครื่องยนต์ในช่วงต้นขาดหายไป โดยเฉพาะช่วงใช้งานในเมือง ที่ต้องเร่งต้องเบรกบ่อยๆ การคุมคันเร่งให้ราบรื่น ค่อนข้างทำได้ยาก เนื่องจากเทอร์โบคู่ชุดนี้ พี่เค้าจ้องจะบูสต์ตลอดเวลา โดยมันบูสต์ แค่รอบต่ำเพียง 1,750 หากเผลอเหยียบคันเร่งแรงไปนิดเดียว มีหัวหงายเงิบแน่ๆ รวมไปถึงอัตราการบริโภคน้ำมัน ที่ดูเหมือนว่าการใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลง น่าจะทำให้อัตราการบริโภคน้ำมันดีขึ้น แต่ลองใช้งานจริงๆ แล้ว ตัวเลขก็ไม่ได้โชว์ความประหยัดชัดเจน ยังคงวนอยู่ที่ประมาณ 10 กม./ลิตร ซึ่งก่อนที่จะได้ลองขับผมแอบนึกไปเองว่าตัวเลขจะดีกว่านี้

จุดเด่นข้อที่ 2 เรื่องระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
Ford Everest มาเหนือด้วยการใช้เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ต้องบอกว่าในตลาดรถ PPV บ้านเราตอนนี้ ไม่มีเจ้าไหนให้มากกว่าฟอร์ดเขาแล้ว ซึ่งไม่เพียงมีไว้ต่อกรกับคู่แข่งเท่านั้น แต่การเกียร์มีสปีดเยอะๆ ยังช่วยให้การขับขี่มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นในแต่ละสถานการณ์ โดยสมองกลจะตัดกำลังไปที่ช่วงเกียร์ในอัตราทดที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดทอนแรงกระทำต่อชุดเกียร์ ช่วยลดระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ให้ฉับไวขึ้น แถมยังช่วยยืดอายุการใช้งานขึ้นกว่าปกติอีกด้วย

แต่จุดด้อยของเกียร์ชุดนี้ก็มีเช่นกัน
โดยเจ้า Ford Everest คันนี้ที่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และ Triptronic แต่น่าเสียดายที่ไม่มีตัว Paddle Shift หลังพวงมาลัยมาให้ แถมการปรับตำแหน่งของเกียร์อัตโนมัติ (Triptronic) ยังดูใช้งานแปลก โดยปุ่ม +/- ดันไปอยู่ที่ตรงหัวเกียร์ ซึ่งการใช้งานช่วงแรกๆ ต้องบอกเลยว่าไม่คล่องมือ ไม่เหมือนการใช้วิธีโยกเกียร์ +/- แบบเจ้าอื่นๆ หรือการมีแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย

 
จุดเด่นข้อที่ 3 ฟีเจอร์ทันสมัย ให้มาครบครัน
ด้านฟีเจอร์ที่ Ford Everest ให้มา ถือว่าโอเคเลยในเรื่องของความทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการได้ครบครัน ช่วยให้การขับขี่มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ถือเป็นจุดเด่นอีกประการตามที่ฟอร์ดเขาได้ชูโรงเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ, ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (Electric Power Assist Steering), กระจกมองข้างแบบปรับและพับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว, เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง, ระบบกุญแจอัจฉริยะ (Keyless Entry & Push Start), ระบบเปิด-ปิดกระจกสัมผัสเดียวด้านคนขับ (Driver One Touch Up/Down Power Windows), ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกซ้ายขวา, เทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation), ประตูท้ายที่เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี (Hands-Free Lift Gate), ระบบหลังคาไฟฟ้าแบบ Panoramic Moonfoof, ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 3 เป็นภาษาไทย,หน้าจอ Multi-Touch ขนาด 8 นิ้ว พร้อม Bluetooth และ Wifi, ระบบแผนที่นำทาง (Navigation System), ระบบ Apple CarPlay & Android Auto, เบาะนั่งแถวที่ 3 สามารถพับเก็บได้ด้วยระบบไฟฟ้า และยังมีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) ที่ทำให้เรื่องจอดรถกลายเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับคุณผู้หญิง Ford Everest ก็มีจัดมาให้ครบ

จุดเด่นข้อที่ 4 ตอบโจทย์ด้วยระบบรักษาความปลอดภัย
Ford Everest ได้ใส่ใจในรายละเอียดในเรื่องระบบความปลอดภัย ที่ถือเป็นจุดเด่นอีกประการที่ดูจะเหนือกว่าคู่แข่งทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัย 7 จุด, จุดยึดสำหรับที่นั่งเด็ก, สัญญาณกันขโมย และระบบกุญแจนิรภัย, ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, ระบบที่ปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ, ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน, ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง, ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System), สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า, สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง, กล้องมองหลังขณะถอยจอด, ระบบตรวจจับรถในจุดบอด, ระบบตรวจจับรถขณะออกจากช่องจอด, ระบบแจ้งเตือนการขับขี่, ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัจฉริยะ, ระบบตรวจจับลมยาง, ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน, ระบบป้องกันล้อล็อค และกระจายแรงเบรก (ABS & EBD), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TC) และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESP), ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน (HL) และระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ (Rollover Mitigation) ซึ่งเจ้า Ford Everest จัดมาให้หมดแบบหายห่วง

จุดเด่นข้อที่ 5 พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า  
ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น ในเรื่องของระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า ที่ถือเป็นเจ้าแรกที่จับเอามาใส่ในรถพีพีวี ซึ่งนอกจากจะสามารถควบคุมได้แม่นยำแล้ว พวงมาลัยไฟฟ้าในรถรุ่นนี้ ถูกปรับปรุงให้แตกต่างจากพวงมาลัยเพาเวอร์ทั่วๆ ไป เพราะไม่มีตัวปั๊มอยู่ภายใน ส่งผลให้ห้องโดยสารเกิดความเงียบลง และลดการสั่นสะเทือนที่อาจเกิดขึ้น โดยเจ้าพวงมาลัยไฟฟ้าจะปรับน้ำหนักของพวงมาลัยโดยคำนวณจากความเร็วของรถ และสภาพพื้นผิวถนน จะทำงานเท่าที่จำเป็น จึงช่วยประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น โดยเมื่อขับขี่ที่ความเร็วต่ำ พวงมาลัยจะสั่งให้ระบบเพาเวอร์เข้ามาทำงานมากขึ้น ช่วยทำให้ผ่อนแรงในการหมุนพวงมาลัย ช่วยให้จอดรถได้สะดวกสบายขึ้น และในขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง พวงมาลัยจะสั่งให้ระบบเพาเวอร์ลดการทำงาน เพื่อให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นในความเร็วสูง

 

ส่วนจุดด้อยของพวงมาลัย
สิ่งที่พบคือ พวงมาลัยชุดนี้ปรับได้แค่ 2 ทิศทางเท่านั้น คือสามารถปรับได้เฉพาะความสูง-ต่ำ ไม่สามารถปรับดึงเข้าหรือดันออกได้ ซึ่งถ้าเปลี่ยนให้ปรับได้ 4 ทิศทาง ก็จะเข้ากับสรีระคนขับได้มากกว่านี้


จุดเด่นข้อที่ 6
ระบบช่วงล่าง
จุดเด่นของ Ford Everest คือ ระบบกันสะเทือนที่ให้ความนุ่มนวล ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นเพลาแข็งคอยล์สปริง พร้อมแขนยึดเพลาด้านข้างหรือกันเซ ที่ออกแบบเป็นพิเศษ ช่วยป้องกันอาการโยนตัวของรถได้อย่างเด็ดขาด ผสานกับการวางตำแหน่งช็อคอัพให้เอียงมากเป็นพิเศษ ช่วยลดอาการดีดเด้งด้านท้ายรถ แกนช่วงล่างแบบ วัตต์ลิงค์ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาทดแทนแกนแบบแพนฮาร์ด (Panhard Rod) โดยแกนช่วงล่างแบบวัตต์ลิงค์ จะช่วยให้เพลาล้อสามารถเคลื่อนตัวขึ้นลงได้โดยแทบจะไม่ต้องมีการเคลื่อนตัวในแนวนอน ให้ความแม่นยำและคล่องตัวในการขับขี่ ให้สมรรถนะที่ดีกว่า ทั้งยังช่วยรักษาอาการบิดตัวของตัวถังเวลาเจอหลุม บ่อ หรือแม้แต่เข้าโค้ง ก็จะทำให้ลดอาการย้วยของช่วงล่างด้านหลัง ทำให้ลดความเวียนหัวของผู้โดยสารได้

ส่วนระบบกันสะเทือนหลังถูกออกแบบใหม่ เพิ่มการควบคุมรถที่แม่นยำ ด้วยช่วงล่างแบบคอยล์สปริงที่เพิ่มความนุ่มนวล และเสริมด้วยวัตต์ลิงค์ที่ทำให้ช่วงล่างตั้งฉากกับพื้นถนนตลอดเวลา ช่วยให้เกาะถนน และควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย

แต่อีกจุดที่น่าสนใจคือหาก Ford Everest เลือกใช้ล้อขนาดที่เล็กลงจากเดิมที่เป็นล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว แม้จะดูสวยงาม แต่ยังมีความรู้สึกกระด้างอยู่เล็กน้อย รวมถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายที่สูงเวลาการเปลี่ยนยางแต่ละครั้ง หากใช้ล้อที่เล็กลงกว่านี้ซักหน่อย เป็นขนาด 19 นิ้ว น่าจะได้เรื่องความนุ่มนวลที่มากขึ้น ส่วนเรื่องราคายางก็อาจจะลดลงมาเล็กน้อย เช่นเดียวกัน

และทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือเรื่องของจุดเด่น และจุดด้อย ที่เราได้สรุปชัดๆ มาให้ หากใครกำลังเล็งหารถอเนกประสงค์สไตล์ PPV แบบนี้อยู่ ก็ลองดูจากบทความที่เราวิเคราะห์มาให้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ...