by Carzanova Team Nat
Hits: 386

10 ปี Porsche Panamera สปอร์ตซาลูนผู้บุกเบิกขุมพลังไฮบริด

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ปอร์เช่ได้เผยโฉมรถยนต์เพื่อรองรับตลาดกลุ่มใหม่ นั่นคือ พานาเมร่า(Panamera) ผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำจากประเทศเยอรมนี นำเสนอยานยนต์แกรนทัวริสโม่สายพันธุ์แรกเมื่อเดือนเมษายน 2009ยนตรกรรมที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะชั้นเลิศที่ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสได้จากรถสปอร์ต หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความหรูหราและเปี่ยมด้วยอรรถประโยชน์ของรถยนต์ซาลูน ในช่วงแรกปอร์เช่วางแผนกำลังการผลิตไว้เพียง 20,000 คันต่อปี หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมายส่งผลให้ พานาเมร่า มียอดส่งมอบที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 235,000 คันปัจจุบันนี้ เจเนอเรชันที่ 2 ของสปอร์ตซาลูนจากปอร์เช่ ได้รับการผลิตขึ้นในโรงงาน Leipzigพร้อมตอบสนอง ทางเลือกด้วยตัวถัง 3 สไตล์

 

ประวัติความเป็นมาของรถสปอร์ต 4 ที่นั่งจากปอร์เช่ ย้อนกลับไปในภูมิหลังของบริษัทเป็นระยะเวลายาวนานกว่า70 ปี วิศวกรของปอร์เช่ได้เคยนำเสนอแนวคิดดังกล่าวในช่วงยุค 1950โดยพวกเขาทำการพัฒนารถยนต์ 4 ที่นั่งอันแสนสะดวกสบาย ซึ่งมีพื้นฐานมาจากปอร์เช่ 356นั่นคือรถยนต์ที่มีชื่อว่า Type 530 ซึ่งได้รับการขยายความยาวฐานล้อ เพิ่มขนาดของประตู รวมทั้งยกระดับความสูงของหลังคาห้องโดยสารตอนหลัง ก่อให้เกิดวิวัฒนาการอื่นๆที่ตามมาอีกมากมาย อาทิ รถต้นแบบ 4 ประตูอันมีพื้นฐานมาจากปอร์เช่ 911ต่อมาในช่วงยุค 1980ปอร์เช่ 928 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นและ Ferry Porsche ได้เลือกใช้รถยนต์รุ่นนี้เป็นหนึ่งในรถส่วนตัวของเขา ในปี 1988ความพยายามครั้งใหม่ของปอร์เช่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาด้วย Type 989รถสปอร์ต 4 ประตูคูเป้ที่มาพร้อมพื้นที่ตอนหลังสำหรับผู้โดยสาร2 ที่นั่งอย่างเต็มรูปแบบ ประจำการด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ติดตั้งใต้ฝากระโปรงหน้า ทั้งนี้งานออกแบบของรุ่น 989 ได้รับการถ่ายทอดมาถึงปอร์เช่ 911ในรุ่นรหัสตัวถัง 993 ที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบันอย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับรถต้นแบบคันอื่นก่อนหน้า ปอร์เช่ 989 ยังคงเป็นได้แค่เพียงรถยนต์ต้นแบบ ด้วยสาเหตุด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาต่อยอดรถยนต์รุ่นดังกล่าวจึงถูกยุติลงในช่วงต้นปี 1992

 

เริ่มต้นยุคมิลเลเนี่ยม ปอร์เช่ศึกษาทิศทางของตลาดรถยนต์และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างจริงจัง ผลคือการตัดสินใจพัฒนารถสปอร์ต 4 ประตูซาลูนทรง hatchback อีกครั้ง ก้าวย่างของการเจาะเข้าสู่ตลาดรถยนต์ระดับหรูไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะเพิกเฉยอีกต่อไป ดังนั้นแล้วWendelin Wiedeking ประธานกรรมการบริหารในขณะนั้น จึงวางกลยุทธ์การพัฒนาเอาไว้โดยมุ่งเน้นที่ความโดดเด่นด้านสมรรถนะการขับขี่ชั้นเลิศ พื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ตอบโจทย์การใช้งาน และเอกลักษณ์งานออกแบบอันเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของปอร์เช่

พานาเมร่า ได้รับการเผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกต่อหน้าสาธารณชนทั่วโลก เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2009 ด้วยวิธีการที่สร้างความอัศจรรย์ใจได้อย่างเหลือเชื่อโดยปอร์เช่เชิญสื่อมวลชนสายรถยนต์จากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมเป็นสักขีพยานในงาน press conference ซึ่งจัดขึ้นบนชั้นที่ 94 ของตึกระฟ้า World Financial Center กลางเมืองเซี่ยงไฮ้ พานาเมร่าถูกส่งไปยังสถานที่จัดงานด้วยลิฟท์ภายในอาคาร ที่ถูกออกแบบขึ้นโดยเฉพาะเพื่อขนส่งเจ้าหน้าที่กว่า 60 ชีวิตต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง และสามารถเดินทางได้ด้วยความสูงถึง400 เมตร ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น

 

ปอร์เช่ พานาเมร่าคันแรก หรือที่รู้จักด้วยรหัสเรียกขานภายในองค์กรว่า G1 ได้รับการพัฒนาให้เหนือล้ำกว่าคู่แข่ง โดยมีแนวคิดหลักที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความสะดวกสบาย เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีเหนือชั้นนับเป็นครั้งแรกสำหรับการติดตั้งระบบstart-stop ในรถยนต์ระดับหรูจากสายการผลิตปกติ นอกจากนี้ในรุ่นเรือธง พานาเมร่า เทอร์โบยังได้รับการติดตั้งระบบช่วงล่างแบบถุงลม ซึ่งสามารถปรับระดับปริมาตรอากาศภายในได้ตามความต้องการเป็นครั้งแรกของโลก เช่นเดียวกับสปอยเลอร์หลังที่ สามารถปรับระดับได้ยิ่งไปกว่านั้น ยนตรกรรมแกรน ทัวริสโม่สุดหรูจากปอร์เช่ยังเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่รถยนต์รุ่นอื่นๆที่กำลังจะตามมา ด้วยหน้าจอแสดงผลรูปแบบใหม่และแนวคิดในการควบคุมฟังก์ชันการทำงานผ่านหน้าจอ

ปอร์เช่ พานาเมร่ารองรับความต้องการอันหลากหลายของผู้ใช้งานด้วยระดับของขุมพลังเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกมากมาย ครอบคลุมสมรรถนะตั้งแต่ระดับเริ่มต้น 250 แรงม้า ถึงสูงสุดที่ 550 แรงม้า ทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เครื่องยนต์ดีเซล และระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริด ผสานระบบขับเคลื่อนทั้งแบบ 2 ล้อหลังและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel driveในช่วงแรกของการเปิดตัว เริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์V6 และ V8 ไร้ระบบอัดอากาศ โดยสามารถเลือกใช้ระบบส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือตามความนิยมของลูกค้าส่วนใหญ่ที่เลือกใช้เกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 7 จังหวะ Porsche dual clutch transmission PDKสำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล และระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่ตามมาภายหลัง ได้รับการติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

 

นอกจากนี้ยังเสริมทัพด้วยรุ่นเอ็กเซ็คคูทีฟ ซึ่งเป็นรุ่นที่มีฐานล้อยาวพิเศษ สำหรับกลุ่มลูกค้าในประเทศจีน พร้อมกับการปรับโฉมในปี 2013 เครื่องยนต์ได้รับการเพิ่มพลังสูงสุดเป็น 570 แรงม้า ในขณะนั้น พานาเมร่า ได้กลายเป็นรถยนต์รุ่นหนึ่งของปอร์เช่ที่ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ รถสปอร์ตแกรน ทัวริสโม่ คันนี้ทำหน้าที่เจาะตลาดกลุ่มใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม และยังมีบทบาทในการเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งในแง่ของอัตราการเติบโตของปอร์เช่ในตลาดประเทศจีน จนกระทั่งสามารถลงหลักปักฐานบนแผ่นดินมังกรได้อย่างยั่งยืน

รุ่นใหม่ล่าสุด: เจเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวในปี 2016

กระบวนการพัฒนาปอร์เช่ พานาเมร่าเจเนอเรชันที่ 2 (G2) เกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นกว่าเดิมสิ่งที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ของยนตรกรรมสปอร์ตซาลูนแกรนทัวริ่งจากรุ่นปกติและรุ่นฐานล้อยาว คือสไตล์ตัวถังที่ 3 ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่บนพื้นฐานเดียวกันพานาเมร่า สปอร์ต ทัวริสโมเปิดตัวในปี2017 ด้วยงานออกแบบภายนอกที่เฉียบคม และแนวคิดในการออกแบบตัวถังที่เน้นรองรับความอเนกประสงค์บนรถยนต์ระดับหรู ทิศทางการพัฒนาด้วย“Concept Sport Turismo” ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกในงานแสดงมหกรรมยานยนต์ Paris Motor Show เมื่อปี 2012และได้รับการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอีกมากมายหลังจากนั้น เพื่อให้ปอร์เช่ พานาเมร่าเจเนอเรชั่นที่ 2  ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำเมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน ทันทีที่เปิดตัวครั้งแรกของโลกในวันที่ 28 มิถุนายน 2016

 

พานาเมร่าG2 มีภาพลักษณ์ที่สปอร์ตและงามสง่ายิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ใช้งานเปี่ยมอรรถประโยชน์เช่นเดิมแนวหลังคาที่ทิ้งตัวลงในแนวดิ่งอย่างชัดเจน ตัวถังด้านหลังที่ถูกปรับให้โค้งมนกลมกลืนพร้อมแผงไฟท้ายคาดยาวตลอดบ่งบอกเอกลักษณ์ของยนตรกรรมปอร์เช่ยุคใหม่ภายใต้รูปทรงอันกร้าวแกร่งได้ถูกบรรจุนวัตกรรมเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัยเอาไว้เต็มพิกัด แน่นอนว่ารวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด อาทิ หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูง พร้อมฟังก์ชันควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในตัวรถด้วยระบบสัมผัส ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ three-chamber air suspensionระบบช่วยเลี้ยวล้อหลังrear-axle steering และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์PDCC Sport electromechanical roll stabilisation

 

ยิ่งไปกว่านั้น พานาเมร่า ยังถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติด้านสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นบนเส้นทางสาธารณะ หรือแม้แต่ในสนามแข่งความเร็วสูง ด้วยประสิทธิภาพอันน่าตกตะลึงจากการวิ่งทำเวลาต่อรอบสนาม Nürburgring-Nordschleife ภายใน 7:38 นาที ภายใต้การบังคับควบคุมโดยนักขับทีมโรงงานปอร์เช่ Lars Kern ด้วยรถ พานาเมร่า เทอร์โบ รุ่นมาตรฐานไร้การปรับแต่งใดๆขุมพลังเครื่องยนต์ในรุ่นล่าสุดได้รับการพัฒนาให้รองรับการใช้งานได้เหมาะสมยิ่งขึ้น พร้อมกับพละกำลังที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกันเครื่องยนต์บล๊อกใหม่ถูกนำมาเสริมทัพอย่างลงตัว ถ่ายทอดกำลังอย่างต่อเนื่องสมบูรณ์ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 จังหวะ PDK ตอบสนองต่อความต้องการในทุกระดับความแรง เริ่มต้นตั้งแต่ 330 แรงม้า จนกระทั่งรุ่นสูงสุดปลั๊ก-อิน ไฮบริดพกพาพลังมหาศาลติดตัวมาถึง 680 แรงม้า

 

ปอร์เช่กำหนดบรรทัดฐานและเป้าหมายหลักในการพัฒนายานพาหนะพลังงานไฟฟ้าโดยอาศัยพานาเมร่าเป็นจุดเริ่มต้นในปี 2011 ด้วยการติดตั้งระบบfull hybrid แบบคู่ขนานเป็นครั้งแรกของโลกในรถยนต์ซาลูนระดับหรู พานาเมร่าเอส ไฮบริด คือหนึ่งในรถยนต์ที่ให้ความประหยัดเชื้อเพลิงดีเยี่ยมที่สุดของปอร์เช่ แม้ว่าจะมีพละกำลังสูงสุดถึง 380 แรงม้าก็ตาม หลังจากนั้นสองปี พานาเมร่าเอส อี-ไฮบริด จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะสปอร์ตซีดานขุมพลัง plug-in hybrid คันแรกของโลก ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 416 แรงม้า พร้อมพิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวสูงสุดถึง 36 กิโลเมตรสำหรับเจเนอเรชันล่าสุดของพานาเมร่า ปอร์เช่ได้บรรจุแหล่งกำเนิดพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสมรรถนะสูงหลากหลายระดับความแรงเอาไว้อย่างครบถ้วนในทุกรุ่น: ระบบ boost strategy ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากยนตรกรรมซูเปอร์สปอต์ 918 สไปเดอร์ เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้รถแกรนทัวริ่งสามารถกระทบไหล่กับสปอร์ตพันธุ์แท้ได้อย่างลงตัว แต่ยังคงมีสิ่งที่เหนือกว่านั่นคืออัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดอย่างน่าอัศจรรย์ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 462 แรงม้าใน พานาเมร่า4 อี-ไฮบริด และ รุ่นเรือธง พานาเมร่า เทอร์โบเอส อี-ไฮบริด ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า