by Carzanova Team Nat
Hits: 119

โตโยต้าเดินหน้าโครงการใหม่ “การบริหารจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดใช้แล้วแบบครบวงจร” ฉลอง 10 ปี รถยนต์ไฮบริดในประเทศไทย

บนเส้นทางความสำเร็จ 10ปี กับการแนะนำรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยโตโยต้ามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและริเริ่มโครงการต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้พันธสัญญาที่จะร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม จนนำไปสู่การแนะนำเทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮบริด (Hybrid Synergy Drive) สู่ตลาดโลกเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 และโตโยต้าถือเป็นบริษัทผลิตรถยนต์รายแรกในประเทศไทย เป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียนอกเหนือจากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้นำรถยนต์ไฮบริดมาผลิตและจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2552 โดยมีความมุ่งหวังที่จะปลุกกระแสความนิยมในการเลือกใช้รถยนต์ไฮบริดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น พร้อมให้ประเทศไทยเป็นฐานในการบุกเบิกตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

 

ตลอดระยะเวลา 10ปี ที่ผ่านมา โตโยต้ารู้สึกขอบคุณการสนับสนุนของภาครัฐในการส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก ทั้งในแง่ของการสนับสนุนเชิงนโยบายและสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ทางโตโยต้าได้รับจากการดำเนินโครงการรถยนต์ไฮบริด ทำให้โตโยต้าสามารถพัฒนารถยนต์ไฮบริดที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า เริ่มจากการแนะนำรถยนต์รุ่น คัมรี ไฮบริด ด้วยเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะแห่งอนาคต ที่ให้สมรรถนะอันดีเยี่ยม เงียบและนุ่มนวล ประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากนั้น เทคโนโลยีไฮบริดได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเจนเนอเรชั่นที่ 4 ในรุ่น C-HR และคัมรี ไฮบริด ใหม่ ที่แบตเตอรี่ไฮบริดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น ช่วยลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาแก่ลูกค้า นอกจากนี้โตโยต้ายังได้สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีไฮบริดให้กับลูกค้ามาโดยตลอด รวมถึงความใส่ใจในบริการดูแลลูกค้าหลังการขายตั้งแต่วันแรกที่ครอบครองถึงตลอดระยะเวลาการใช้งาน รวมถึงการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ทำให้รถยนต์ไฮบริดโตโยต้าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย จนมียอดขายรวมแล้วทั้งสิ้นกว่า 78,000 คัน ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นและความนิยมของรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยที่เติบโตขึ้นได้เป็นอย่างดี

 

จากความสำเร็จตลอด 10 ปี ที่ผ่านมาของการแนะนำรถยนต์ไฮบริดสู่ตลาดรถยนต์ในไทย โตโยต้าพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ความท้าทายครั้งใหม่ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาเทคโนโลยีและตอบสนองนโยบายของภาครัฐ ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการขยายการรองรับการใช้งานรถยนต์ไฮบริดในอนาคต หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริด และการบริหารจัดการแบตเตอรี่อย่างครบวงจร โตโยต้าจึงได้ก่อตั้ง สายการผลิตแบตเตอรี่ รถยนต์ไฮบริดขึ้นที่โรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้า เกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นโรงงานโตโยต้าที่ประกอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการนำเทคโนโลยีจักรกลระดับสูง ตลอดจนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการผลิตแบตเตอรี่ไฮบริดจาก โตโยต้าที่ประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันในระดับสากล และพร้อมสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ไฮบริดเพื่อใช้ในรถยนต์รุ่นคัมรี ไฮบริด และ C-HR รวมถึงรถยนต์ไฮบริดรุ่นอื่นๆในอนาคต

 

นอกเหนือจากการเปิดสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดแล้ว โตโยต้ายังตระหนักถึงความสำคัญของแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ต้องการหมุนเวียนเอาทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจนครบเกิดเป็นวงจรตั้งแต่ภาคการผลิต การบริโภค ไปจนถึงกระบวนการจัดการของเสียอย่างเหมาะสม (Proper Waste Management) ด้วยกระบวนการใช้ซ้ำ (Reuse) หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการผลิตใหม่ (Rebuilt) อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของทั้งระบบ จนนำไปสู่ความร่วมมือกันระหว่างโตโยต้ากับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างโตโยต้าทูโชประเทศไทย, เดนโซ ประเทศไทย และ เวสท์ แมเนจเม้นท์ สยาม ในการดำเนินโครงการ “การบริหารจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดใช้แล้วแบบครบวงจร (3R Scheme)” ซึ่ง โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ถือเป็นบริษัท โตโยต้าแห่งแรกในโลกนอกเหนือจากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้สามารถดำเนินงานในโครงการดังกล่าวได้อย่างครบวงจร

สำหรับ โครงการ “การบริหารจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดใช้แล้วแบบครบวงจร (3R Scheme)” โตโยต้ามุ่งเน้นให้ทุกองค์ประกอบของแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดที่ผ่านการใช้งานแล้ว ได้เข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมทั้งในด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยีและผู้ชำนาญการเฉพาะทางของโตโยต้า ตลอดจนนำทรัพยากรที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด โดยมีรายละเอียดในการดำเนินการ ดังนี้

1) กระบวนการตรวจสอบและประเมินคุณภาพอย่างรวดเร็ว (Rapid Diagnosis Process)

เริ่มจากการนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดที่ใช้แล้ว มาเข้ากระบวนการตรวจสอบโดยเครื่องมือและโปรแกรมตรวจสอบประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีศักยภาพในการตรวจสอบประเมินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ก่อนที่จะทำการคัดประสิทธิภาพของโมดุล(เซลล์) ที่อยู่ในแบตเตอรี่ (ประสิทธิภาพตามความเหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละวัตถุประสงค์) เพื่อส่งไปดำเนินการต่อในกระบวนการถัดไป

2) การผลิตแบตเตอรี่เกรดใช้งานแล้ว ลูกใหม่ (Rebuilt)

การนำโมดุล (เซลล์) ที่ยังคงมีประสิทธิภาพในระดับสูง มารวบรวมและประกอบขึ้นเป็นแบตเตอรี่ลูกใหม่ เพื่อจำหน่ายในราคาย่อมเยา ในราคาประมาณ 1ใน3 ของราคาแบตเตอรี่ใหม่ พร้อมการรับประกันคุณภาพ ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าเพื่อลดภาระความกังวลใจในราคาแบตเตอรี่ และสามารถตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฮบริดได้ง่ายยิ่งขึ้น

3) การใช้ซ้ำ (Re-use)

การนำโมดุล (เซลล์) ที่มีประสิทธิภาพในระดับปานกลาง มีความสามารถในการเก็บประจุไฟฟ้าได้มาประกอบขึ้นเป็นแบตเตอรี่เก็บพลังงานไฟฟ้าสำรอง (Energy Storage) สำหรับการใช้งานภายในอาคารสถานที่และโรงงาน ตลอดจนสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้า โดยสามารถนำไปใช้ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่เหลือจากแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานลม (Wind turbine) เป็นต้น ถือเป็นการต่อยอดการนำพลังงานมาหมุนเวียนใช้ได้อย่างคุ้มค่า

4) การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)

การนำโมดุล (เซลล์) ที่มีประสิทธิภาพในระดับต่ำ ส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยการนำไปเผาในเตาเผาแบบ Gasification เพื่อกำจัดสารที่เป็นอันตรายในอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเตาเผาแรกของประเทศไทยที่สามารถเผาแบตเตอรี่ได้ทั้งแบบนิเกิล-เมทัล-ไฮไดรด์ (NiMH) และ แบบลิเธียมไอออน (Li-Ion) โดยภายหลังการเผาจะถูกส่งไปสกัดแร่โลหะที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำ นิกเกิล (Ni) และ โคบอลท์ (Co) กลับมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็นแบตเตอรี่ใหม่อีกครั้ง ถือเป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

 

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และบริษัทฯ ในเครือ ในฐานะผู้ริเริ่มการผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (First S-Curve) ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 โดยรถยนต์ไฮบริดถือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีจากการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถลดปริมาณสารมลพิษไอเสีย ลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โตโยต้าได้มีส่วนสำคัญทั้งในด้านการลงทุน การสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และการพัฒนาด้านเทคโนโลยี สอดคล้องกับแนวนโยบายภาครัฐ ซึ่งได้ตระหนักถึงการให้ความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนแนวนโยบายต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการส่งผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยถือเป็นโอกาสอันดีที่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และบริษัทฯ ในเครือ ได้มีการริเริ่มโครงการบริหารจัดการแบตเตอรี่ไฮบริดที่ใช้แล้วขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำอีก ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่การใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ตลอดจนการลดปริมาณขยะจากภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้อย่างเป็นรูปธรรม ต่อเนื่องจากการผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าภายในประเทศ ถือได้ว่าเป็นสร้างรากฐานสู่การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการยึดมั่นแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

ความสำเร็จของรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คงไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและพันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนลูกค้าโตโยต้าที่ได้ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฮบริด ทั้งนี้โตโยต้ายังถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกในประเทศไทย ที่เริ่มระบบการจัดการแบตเตอรี่ไฮบริดทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะพร้อมรองรับแบตเตอรี่ไฮบริดใช้แล้วจากผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น หากแต่เรายังพร้อมเปิดรับให้บริการกับลูกค้าทุกประเภทในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกด้วย เราเชื่อว่านอกจากโครงการนี้จะมีส่วนช่วยในการลดค่าใช้จ่ายของตัวแบตเตอรี่ไฮบริด รวมถึงลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังจะมีส่วนช่วยในการสร้างรากฐานการบริหารจัดการเพื่อรองรับตลาดรถยนต์ EV ที่กำลังเติบโตขึ้นในอนาคตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โตโยต้าจำเป็นต้องมีความคิดแบบนอกกรอบ พร้อมที่จะเปิดรับแนวร่วมพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์และแนวคิดตรงกัน เพื่อก้าวไปสู่การบรรลุเป้าหมายในอนาคต กับความต้องการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกให้เป็นศูนย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ท้าทายของโตโยต้าที่ต้องการจะสร้างการขับเคลื่อนที่ดียิ่งกว่า (Ever Better Mobility) และสร้างสรรค์สังคมที่ดียิ่งขึ้น (Ever Better Society)

สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้ารถยนต์โตโยต้าไฮบริดที่ศูนย์บริการโตโยต้า และ โตโยต้า ชัวร์

เพื่อเป็นการขอบคุณ และตอบแทน ทุกๆ ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในการร่วมเป็นครอบครัวโตโยต้าไฮบริดตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทางโตโยต้าจึงขอมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้ารถยนต์โตโยต้าไฮบริดทุกรุ่นที่ศูนย์บริการโตโยต้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน ถึง 31 ธันวาคม 2562 โดยมีสิทธิพิเศษ ดังนี้

  1. บริการตรวจสอบระบบไฟฟ้ารถยนต์ไฮบริดทุกรุ่น ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ปัญหา GTS โดยช่างผู้ชำนาญการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  2. บริการตรวจสอบระบบและทำความสะอาดกรองฝุ่นแบตเตอรี่ เพื่อยืดอายุการใช้งาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  3. สนับสนุนส่วนลดพิเศษ ค่าอะไหล่รถยนต์ไฮบริดทุกรุ่น สำหรับน้ำยาล้างกระจก, อะไหล่กลุ่มที่ปัดน้ำฝน และยางปัดน้ำฝน, อะไหล่กลุ่มผ้าเบรกและโช๊คอัพ ส่วนลด 20% และแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริด 12 โวลท์ ส่วนลดสูงสุด 700 บาท

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์โตโยต้าไฮบริดใช้แล้วจาก โตโยต้า ชัวร์ ทั่วประเทศ (ตามรุ่นที่กำหนด) จะได้รับสิทธิพิเศษ ในการขยายเวลารับประกัน แบตเตอรี่ไฮบริด (High Voltage Battery) ทันทีอีก 5 ปี (จากเดิม 10 ปี เป็นสูงสุด 15 ปี) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ถึง 31 ธันวาคม 2562 โดยมีรถยนต์โตโยต้าไฮบริดที่ได้รับสิทธิ์ดังนี้

  1. รถยนต์โตโยต้าCamry AHV40 (รุ่นปี 2552 – 2555)
  2. รถยนต์โตโยต้าCamry AVV50 (รุ่นปี 2555 – 2561)
  3. รถยนต์โตโยต้าPrius ZVW30 (รุ่นปี 2553 – 2558)