by Carzanova Team Pai
Hits: 181

เผยโฉม Volkswagen ID.3 รถไฟฟ้าคันแรกของค่าย ... พร้อมลุยตลาดต้นปีหน้า!!

Volkswagen ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ Volkswagen ID.3 ในงานแฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ 2019 ในวันที่ 12-22 กันยายน 2019 ที่ผ่านมา โดยรถรุ่นนี้สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 549 กม. และถือเป็นรถยนต์ที่สำคัญที่สุดอีกรุ่นหนึ่งจากค่ายต่อจากรุ่น Golf โดยก่อนหน้านี้ ID.3 ได้เคยถูกนำมาโชว์ครั้งแรกในฐานะรถต้นแบบ ในงาน Paris Motor Show เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ทาง Volkswagen พร้อมแล้วที่จะส่งเจ้า ID.3 มาเป็นเรือธง และพร้อมออกจำหน่ายสู่ท้องถนนภายในกลางปีหน้านี้แน่นอน ก่อนที่จะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ในตระกูล ID ตามมาอีก 4 รุ่น ประกอบด้วย ID Crozz, ID Buzz, ID Vizzion และ ID Roomzz ภายในปี 2025

Volkswagen ID.3 ถูกออกแบบรูปลักษณ์ใหม่ทั้งภายนอก และภายใน ภายใต้คอนเซ็ป “An Electric Car for Everyone” หรือ “รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับทุกคน” ซึ่งชื่อรุ่นดังกล่าวได้บ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นรถรุ่นที่ 3 ของค่าย หลังจากที่ได้มีการผลิตรถในรุ่นก่อนหน้าอย่าง Beetle และ Golf ที่เคยสร้างอิทธิพลในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มาแล้วก่อนหน้านี้

Volkswagen ID.3 จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของค่ายที่ได้ใช้แพลตฟอร์มแบบ MEB (Modular Electric Drive Matrix) รุ่นใหม่ ที่นำมาใช้เฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น และจะนำไปใช้กับรถยนต์ในตระกูล ID รุ่นอื่นๆ ต่อไป

และนอกจาก Volkswagen จะนำแพลตฟอร์มดังกล่าวไปใช้กับรถยนต์รุ่นต่างๆ ในค่ายของตนเองแล้ว ยังมีการจำหน่ายสิทธิ์ในเทคโนโลยีแบบใหม่นี้ให้กับค่ายรถยนต์แบรนอื่น ๆ อีกด้วย อาทิ คู่แข่งรายสำคัญอย่างค่ายรถยนต์ฟอร์ด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ Volkswagen ได้ผ่องถ่ายค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการวิจัยและพัฒนาโครงสร้างแพลตฟอร์มแบบใหม่นี้ และช่วยให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวมด้วย

ข้อดีอีกประการคือ เมื่อนำแพลตฟอร์มแบบใหม่มาใช้ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ จะได้พื้นที่ภายในห้องโดยสารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากเมื่อเทียบระหว่างรุ่น ID.3 กับรุ่น Golf แล้ว เจ้าID.3 จะมีมิติความกว้างที่มากกว่า 3 มม. ยาวกว่า 10 มม. สูงกว่า 60 มม. และมีช่วงความยาวฐานล้อที่ยาวกว่า 145 มม. ในขณะที่ขนาดพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายจะมีขนาดพอๆ กับรุ่น Golf ที่ 380 ลิตร

ส่วนด้านท้ายของรถมีสปอยเลอร์ขนาดใหญ่รูปทรงแอโรไดนามิกที่ติดมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ด้านบนหลังคาใช้โทนสีดำ และวัสดุที่ทำจากพลาสติกสีดำมันวาว

Volkswagen ID.3 ได้แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ให้ได้เลือกตามขนาดความจุของแบตเตอรี่ ได้แก่ แบตเตอรี่ขนาด 45 kWh ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า สามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 330 กม. ต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง, ขนาด 58 kWh และ 77 kWh ที่ให้กำลังสูงสุด 198 แรงม้า สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 418 กม. และ 548 กม. ต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ตามลำดับ ซึ่งทาง Volkswagen จะให้การรับประกันแบตเตอรี่เป็นเวลาแปดปี หรือ 1,600,000 กม.

แม้ข้อมูลจำเพาะทั้งหมดยังไม่ถูกเปิดเผย แต่จากข้อมูลคร่าวๆ Volkswagen ID.3 ในรุ่นเริ่มต้นและรุ่นกลาง จะให้แรงบิดที่ 310 นิวตันเมตร และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 159 กม./ชม.

ภายในห้องโดยสารมีมาตรวัดแบบ Full Digital และจอกลางขนาด 10 นิ้ว ที่มาพร้อมกับฐานรองรับ จัดวางแบบแยกส่วนจากแผงแดชบอร์ดที่ดูเรียบง่าย ผู้ขับขี่สามารถสั่งการทำงานได้ด้วยระบบไฟฟ้าทั้งหมดโดยผ่านระบบสัมผัสแบบทัชสกรีนที่จอกลาง ยกเว้นไฟฉุกเฉิน และกระจกไฟฟ้าเท่านั้นที่ยังคงเป็นแบบปุ่มกด ชุดระบบอินโฟเทนเมนท์พร้อมระบบปฏิบัติการพัฒนาถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด และรองรับการอัพเดทซอฟท์แวร์แบบ Over-the-Air ผ่านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ท

 

นอกจากนี้ Volkswagen ID.3 ยังจะมาพร้อมฟีเจอร์ที่สามารถควบคุมการทำงานได้ด้วยเสียง (Natural Voice Control) เช่น เมื่อผู้ขับขี่พูดว่า "สวัสดี ID ฉันหนาว" ระบบจะตอบสนองด้วยการเพิ่มอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้อุ่นขึ้น

Volkswagen ID.3 คันนี้ ได้รับการดีไซน์รูปทรงแบบใหม่ โดยไม่หลงเหลือกลิ่นอายของรถรุ่นพี่ที่เป็นแบบฉบับดั้งเดิมอยู่เลย เนื่องจากทาง Volkswagen ต้องการที่จะพัฒนารูปแบบรถให้ดูเรียงง่าย และทันสมัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนี่อาจเป็นจุดสำคัญที่จะกระตุ้นให้ลูกค้าใหม่ๆ หลายคน หันมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นคันแรกก็ได้

จากแหล่งข่าวที่ได้แจ้งมา ทาง Volkswagen จะเปิดให้ลูกค้าได้สั่งจอง Volkswagen ID.3 ในรุ่นเริ่มต้นก่อน โดยมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีขนาดความจุ 58 กิโลวัตถ์ ก่อนที่จะทยอยส่งรุ่นย่อยอีก 2 รุ่น ตามมา โดยจะเปิดให้ทำการสั่งจองล่วงหน้าได้ประมาณช่วงต้นปี 2020 นี้

อย่างไรก็ตาม ทาง Volkswagen จะเริ่มเดินหน้าผลิตเจ้า ID.3 ในช่วงปลายปี 2019 นี้ ณ โรงงานของ Volkswagen ในเมืองสวิคเคา (Zwickau) ประเทศเยอรมนี โดยสถานที่ดังกล่าวจะได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดให้เป็นสายการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยจะมีกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 330,000 คันต่อปี และพร้อมส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าได้ในช่วงกลางปี 2020 เป็นต้นไป!!